2008/Jul/09

หนังสือ และ Link ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กรของตนเองอย่างยั่งยืนนะครับ

 

สุนทรียสนทนา 

 


 

ความคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์กรเชิงวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่

 

(turning to one another)
มาร์กาเร็ต เจ. วีตลีย์ เขียน / บุลยา แปล

 


 

Blog ที่เขียนเกี่ยวกับสุนทรียสนทนา กระบวนทัศน์ใหม่ จิตตปัญญา การบริหารองค์กรทางเลือก

 


Link

  • เว็บไซต์ วงน้ำชา (www.wongnamcha.com) ของสถาบันขวัญเมือง หรือ มูลนิธิสังคมวิวัฒน์ เชียงราย

 

2008/Jun/20

ผมมี Thread อยู่ใน webboard ของวงน้ำชา เห็นว่าเป็นเรื่องต่อเนื่องไปเลยอยากนำมาแบ่งปันครับ

 

 จากที่คุณตห. ได้ให้แสงสว่างในเรื่องการปฏิบัติตนของคุณลูก เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หากคุณลูกเปี่ยมไปด้วยความเมตตา กรุณาอย่างแท้จริง และไม่ใช่การกระทำลงไปอย่างตัดสิน และ ตอบโต้ ก็ย่อมที่จะเลือกสรรคำพูด ให้สามารถที่จะดูแลวาระของคุณแม่ได้อย่างเหมาะสม ผมว่าคุณลูกในตัวอย่างที่หนึ่งอาจจะมีการใช้การ React ที่เกิดจากโทสะมาเจือบ้าง ซึ่งแน่นอนยอมมาจาก แบบแผนพลังเดิมที่มักจะสะสมอยู่ในทุกๆครอบครัว หากคุณลูกได้พิจารณาและช้าลงแล้วคำตอบอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น อาจจะเป็น


คุณแม่ "ก็ดี อีกหน่อยจะได้สมัครงานที่นั่นเลย"
คุณลูก "เดี๋ยวรอเขารับตำแหน่งผ.อ.ก่อนแม่ แล้วจะไปสมัคร"

ซึ่งจะออกแนวขำๆ หรือเปล่า หรืออาจจะเป็น

คุณแม่ "ก็ดี อีกหน่อยจะได้สมัครงานที่นั่นเลย"
คุณลูก "ไม่ต้องทำที่นั่นหรอกแม่ เป็นที่ปรึกษาให้เขาสนุกกว่า ได้เงินมากกว่าด้วย"

ก็อาจจะดูแลวาระของคุณแม่ในเรื่องผลตอบแทนทางการเงิน แต่ไม่ได้เรื่องความมั่นคง หรือจะเป็น

คุณแม่ "ก็ดี อีกหน่อยจะได้สมัครงานที่นั่นเลย"
คุณลูก <เงียบไปพักหนึ่ง> "แม่กินข้าวหรือยัง?"

ก็เป็นการตอบ โดยไม่ตอบ ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ดีเพราะรักษาความรู้สึกแม่ แต่ไม่ดีเพราะเหมือนกับหลีกเลี่ยงที่จะพูดความเป็นจริงที่อยู่ในใจ

ก็คงต้องห้อยแขวนเอาไว้ในเรื่องนี้ ฝากให้ทุกท่านช่วยกันพิจารณาและหาคำตอบที่เหมาะสมกันมาเพิ่มเติม

วันนี้ผมได้ยินเพลงของ David Gates แล้วนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก ก็เลยนำมาฝากทุกคน โดยพยายามแปล และแปลงให้เป็นภาษาไทย ฝากให้เป็นของขวัญครับ..


It don't matter to me by David Gates (1969)

It don't matter to me
If you really feel that
You need some time to be free
Time to go out searching for yourself
Hoping to find
Time ... to go to find

It don't matter to me
If you take up with
Someone who's better than me
'Cause your happiness is all I want
For you to find
Peace ... your peace of mind

A lot of people have an ego hang-up
'Cause they want to be the only one
How many came before it
really doesn't matter
Just as long as you're the last
Everybody's moving on and try to find out
What's been missing in the past

And it don't matter to me
If your searching brings you
back together with me
'Cause there'll always be
An empty room waiting for you
An open heart waiting for you
Time is on my side ...

'Cause it don't matter to me ...
It don't matter to me ....
It don't matter to me ....
It don't matter to me ....
It don't matter to me ....
It don't matter to me ....

'Cause there'll always be
An empty room waiting for you
An open heart waiting for you
Time is on my side ...

'Cause it don't matter to me ...




มันไม่เป็นไรหรอก..ที่รัก
โดย เดวิด เกตส์ นักร้องวง BREAD (พ.ศ. 2512)


มันไม่เป็นไรหรอกที่รัก
ถ้าหากเธอรู้สึกว่า
เธอต้องการเวลาส่วนตัว
ที่เธอจะติดปิกแห่งอิสรภาพ
เพื่อโบยบินออกไปค้นหาตัวของเธอเอง
...ฉันอธิษฐาน
...ให้เธอได้พบเจอให้สิ่งที่เธอกำลังตามหา

มันไม่เป็นไรเลยจริงๆ
ถ้าหากเธอจะลงเอยกับ
ใครสักคนหนึ่งซึ่งดีกว่าฉันทุกๆอย่าง
เพราะความสุขของเธอเท่านั้นที่เป็นยอดปรารถนาของฉัน
....ฉันอวยพร
...ให้กับสันติสุขในใจของเธอ

ผู้คนส่วนใหญ่หลงไปยึดติดอยู่กับตัวตนปลอมๆของเขา
เพราะพวกเขาต้องการจะเป็น "หนึ่งเดียว" ของใครสักคน
สำหรับฉันไม่ว่าเธอจะพบเจอใครมาเท่าใด
ไม่ใช่สาระสำคัญแม้แต่น้อย
หากฉันจะได้รับอนุญาตให้คาดหวัง
ฉันก็ขอหวังว่าเธอจะเป็นคนสุดท้ายของฉันนะที่รัก

....ผู้คนออกเดินทางเพื่อแสวงหาสิ่งต่างๆ
เพราะเขาต้องการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายในอดีต...

และมันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ที่รัก
ถ้าหากการเดินทางของเธอ
จะนำเธอกลับมาหาฉันอีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉันได้ตระเตรียมที่ว่างให้กับเธอไว้
ภายในหัวใจของฉันนี้แล้ว
หัวใจของฉันเปิดไว้อย่างกว้างขวาง
เพื่อรอที่จะให้เธอเดินเข้ามา
ให้ฉันได้สวมกอดอีกสักครั้ง...

เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม
มันก็ไม่เป็นไรเลย..ที่รัก.

 

2008/Jun/18

ลูก "แม่เดี๋ยวผมจะไปทำสัมมนาให้กับผู้บริหารของ <ชื่อหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง> นะ"

แม่ "ดีแล้ว เดี๋ยวต่อไปจะได้ไปสมัครงานที่นั่นเลย"

ลูก "ไม่เอาหรอกแม่ มันไม่ใช่ความฝันของผม"

แม่ "..."

แม่ " แล้วอย่าลืมตัดผมให้เรียบร้อยด้วย"

ลูก "ก็คงไปอย่างที่เป็นอยู่นั่นแหละแม่"

แม่ "นั่นแหละ แม่ว่าตัดผมให้เรียบร้อยด้วยก็ดีนะ..."

บทสนทนาแบบนี้ ก็คงจะยังเกิดขึ้นกับแม่กับลูกต่อไปตามปกติ ในครอบครัวส่วนใหญ่ในสังคมไทย ในสังคมโลก การสนทนาแบบนี้หากเฝ้าสังเกตุดูจะพบว่า ทั้งสองคนสนทนามาจากแหล่งภายในที่แตกต่างกัน คุณแม่ยังคง Downloading หรือมีพฤติกรรมที่ถูกบงการมาจากอดีต ที่ยังค้นไม่เจอว่าคุณความดีความงามของมนุษย์นั้นแท้จริงมีอยู่ภายในตัวคุณลูกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากคุณแม่ยังติดอยู่ใน Phantom Self หรือ ตัวตนเทียมๆ ที่พยายามดำรงอยู่กับ

    1. อดีต --> การตัดผมให้เรียบร้อย เป็นค่านิยมที่คุณแม่ยึดถือ ค่านิยมนั้นสร้างบนพื้นฐานของอดีตที่หลอมรวมอยู่ในสังคมนั้นๆ   
    2. จิตที่ส่งออกไปยึดโยงเอาไว้ในอนาคตกาล -->  ตำแหน่งงานที่คุณแม่คิดว่าลูกควรจะได้ไปทำ ซึ่งจะทำให้อนาคตของลูกมั่นคง และคุณแม่หวังว่ามันจะนำมาซึ่งความสุขของคุณลูก โดยไม่คำนึงว่าคุณลูกจะชอบมันหรือไม่
    
    แต่คุณลูกนั้นดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ และพูดจาก แหล่งปฐมจิต (The Source) ของตนเอง คุณลูกจึงมิได้มีความวิตกกังวลใดๆ ไม่หวั่นไหวต่อค่านิยมของสังคม เพราะคุณลูกรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไร ให้ใคร เพื่ออะไร เป็นการทำงานที่ก้นตัวยู หรือ Presencing คุณลูกเปิดเพื่อให้อนาคตที่ดีงามที่สุดได้คลี่คลายออกมาด้วยตัวของมันเอง
    
    จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสนทนานี้จึงเป็นการสนทนาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ไม่รังสรรค์ให้เกิดความหมายลึกซึ้งของการดำรงอยู่ การสนทนาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ปกติน่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ต่ำกว่า 90% จึงไม่แปลกที่มนุษย์จะสร้างความไร้สำนึกร่วมที่เป็น Shadow-U หรือเงาของตัวยู หรือตัวหน้าบึ้ง (ลองนึกภาพตัวยูกลับหัว) ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การทำลายล้าง และนำไปสู่ Absencing สภาวะที่ไม่รู้ว่าตนเป็นใคร เกิดมาทำไมในโลกนี้ เป็นสภาพหลักลอยแห่งจิตใจ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่รอวันประหาร แต่ได้รับอนุญาติให้ดื่มกินได้อย่างสำราญในวันสุดท้ายก่อนจะนำไปยิงเป้า ต่างกันนิดหนึ่งที่ว่าพวกเราไม่รู้ว่าเราจะถูกนำไปประหาร ก็เลยมีความสำราญอิ่มหนำกับอาหาร ความบันเทิง และวัตถุที่พวกเราสรรหามาปรนเปรอให้กับตัวตนเทียม (Egoic Mind) ของเราจนอิ่มแปล้
    
    โจทย์ที่ยิ่งใหญ่ก็คือแล้วกระบวนกรจะนำความเปลี่ยนแปลงไปสู่ครอบครัวของเรา หรือคนที่เรารักได้อย่างไร? เพื่อที่จะยกระดับความรักของเราไปสู่ความรักแบบจิตใหญ่ ไร้ซึ่งการสร้างกรรมเวรต่อกัน และนำไปสู่สันติภาพที่แท้ภายในใจของพวกเรา.