2008/Aug/09

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เก็บตกมาจากการอ่านอยู่สองเล่มครับ คือ ข้าพเจ้าทดลองความจริง และ ชีวประวัติของข้าพเจ้า 

 
 "จิตใจที่ไม่บริสุทธ์ ไม่มีทางที่จะสะอาดด้วยการอดอาหาร อาหารไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ได้ ใจที่ไม่บริสุทธิ์ ย่อมแสวงหาอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ ก็ทำให้ใจไม่บริสุทธิ์ด้วย"

 

"เราจะปลุกได้แต่คนที่ 'หลับจริง' เท่านั้น สำหรับผู้ที่ หลับหลอก หรือ แกล้งหลับ แม้เอากลองไปตีที่หูเขาก็ไม่เกิดประโยชน์"

 

"หากขาดความผูกพันทางใจเสียแล้ว ความสัมพันธ์ที่คนเราโดยทั่วไปมีอยู่ต่อกัน ก็เท่ากับร่างที่ปราศจากชีวิตนั่นเอง"

 

"ผู้ที่บอกว่า 'ศาสนา' ไม่เกี่ยวกับ 'การเมือง' นั้นไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'ศาสนา' "

 

  "ในความพยายามที่จะสร้างความหม่นไหม้ให้กับศัตรูนั้น เขาต้องได้รับความหม่นไหม้เสียเองหรือไม่? "

 

"อิทธิพลของกวีที่มีเหนือจิตใจของคนทั้งหลายนั้นย่อมไม่เท่ากัน เพราะคนทั้งหลายมีกุศุลจิตไม่เท่ากัน" 

 

"การพยาบาลคนป่วยนั้น หากผู้พยาบาลไม่มีจิตใจรัก ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์ และถ้าผู้พยายบาลต้องพยาบาลคนไข้ด้วยความเกรงกลัว หรือเพื่อเอาหน้า จิตใจของผู้พยาบาลก็ย่อมจะหดหู่เศร้าหมอง การบริการรับใช้ผู้อื่นที่ต้องฝืนใจกระทำ จะไม่เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ อย่างไรก็ตาม ปิติสุขและอามิสอันใด ก็ย่อมจะหมดความหมายไปสิ้น ในเมื่อนำไปเปรียบกับการบริการรับใช้ที่ผู้ให้กระทำไปด้วยน้ำใจรัก" -- เมื่อตอนคานธีอยู่ที่เมืองบอมเบย์ มักจะสละเวลาเพื่อไปเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลผู้ป่วยอยู่บ่อยๆ บางครั้งถึงกับทิ้งงานประจำเพื่อไปทำในช่วงกลางวัน และได้บอกให้ภรรยา และลูกๆทำแบบเดียวกัน

2008/Aug/02

  ได้อ่านบทความของ คำ ผกา ในมติชน สุดสัปดาห์ เรื่อง "Matichon@Japan” ฉบับวันที่ 1-7 สิงหาคม 2551แล้วสนใจในมุมมองของเธอครับ บทความนี้เล่าให้ฟังสั้นๆว่าเธอชอบกลับไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยไปศึกษาสมัยเป็นนักศึกษาปริญญาเอก และทุกครั้งที่เธอกลับไปก็จะไปยังเมืองเกียวโต และทำกิจกรรมเดิมๆที่เธอทำทุกครั้งที่มาที่นี้ เป็นต้นว่านั่งทานกาแฟที่ร้านเดิม ไปห้องอาบน้ำสาธารณะเพื่ออาบน้ำร้อนที่ร้านเดิม ทานข้าวที่ร้านเดิม ฯลฯ และเธอก็ครุ่นคิดกับตัวเองว่าเพราะเหตุใดหนอเธอจึงต้องกลับไปที่เดิมๆ ให้สิ้นเปลืองสตางค์ แต่สิ่งที่เธอจะเล่าต่อไปนั้นเป็นสิ่งที่ผมสนใจ เพราะเธอพูดถึงการที่เธอได้ไปนั่งเฝ้าสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในเกียวโต แล้วก็ให้สะท้อนใจกับวิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่ในเมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่าคนเกียวโตนั้นใช้ชีวิตกันอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมที่มีความปลอดภัยและเอื้อให้คนของเขาอยู่กันด้วยความเป็นปกติสุข และที่สำคัญที่สุดคนที่นั่นคำนึงถึง "สุขภาวะของส่วนรวม" โดยเอาตัวเข้าไปร่วม ไม่ใช่แค่เอาตัวให้รอด เหมือนกับสภาพสังคมในปัจจุบันของไทยในหลายๆแห่ง กล่าวโดยสรุปก็คือคนโตเกียวเขามีจิตที่คำนึงถึงประโยชน์สุขของสาธารณะมากกว่าเราซึ่งคิดแต่เรื่องที่ไม่พ้นตัวของเราเอง "แค่เอาตัวให้รอด" ก็จะแย่อยู่แล้วในสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นสภาวจิตที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยยุคนี้ 

 เธอยกตัวอย่างของการที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองชาวโตเกียวปล่อยให้บุตรหลานของตนขึ้นรถเมล์สาธารณะไปเรียนหนังสือ และกลับบ้านกันเอง เด็กวัยรุ่นก็ขี่จักรยานออกไป "แฮงค์เอาท์" กันตามร้านขนม ร้านการ์ตูน หรือส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในถนน คนวัยกลางคนออกไปเดินจูงสุนัขเล่น หรือนั่งดื่มเบียร์กันข้างถนนกันอย่างสบายอกสบายใจ และนำมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงของบ้านเรา ที่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยต้องขับรถเก๋งติดแอร์เย็นฉ่ำ ไปติดออกันอยู่หน้าโรงเรียนดังๆ เพื่อรับส่งลูกตัวเอง และสภาพอันแออัดยัดเยียดของเด็กวัยรุ่นของเราที่ต้องเช่าหอพักราคาถูกๆ และต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัดไม่เจริญหูเจริญตา และบางครั้งต้องถูกรบกวนด้วยเสียงอึกทึกจากร้านรวงโดยรอบ สภาพแบบนี้เยาวชนของชาติซึ่งจะเติบโตขึ้นไปดูแลประเทศของเรา จะมีสภาพจิตใจที่บูดเบี้ยวและหยาบกระด้างขนาดไหน? เขาจะรู้จักสุนทรียภาพของชีวิตได้หรือไม่ในเมื่อเราไม่เคยหยิบยื่นสภาพอันน่าอภิรมณ์ให้เขาเลย อย่าว่าแต่เรื่องไกลตัวเลยครับ บางช่วงถนน หรือบางช่วงของซอยใกล้บ้านของคุณ คุณยังไม่กล้าเดินคนเดียวเลยใช่หรือไม่? 

  เธอวิเคราะห์ให้ฟังว่าต้นเหตุแห่งปัญหาของเรานั้นเป็นเพราะคนไทยมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราชอบที่จะแก้ปัญหาแบบ "ปัจเจกบุคคล" หรือพูดให้ไม่น่าฟังก็คือ "เอาตัวกูให้รอดเป็นยอดดี" การแก้ปัญหาแบบตัวใครตัวมันนี้ทำให้เราต้องอยู่ในสังคมที่ไม่น่าอยู่ ไม่ปลอดภัย ไม่น่าไว้ใจ ไร้มนุษยธรรมและความเมตตาโดยไม่รู้ตัว เราไม่รู้ว่าการเลือกที่จะแก้ปัญหาอย่างง่ายๆเพื่อพาตัวเองรอด เช่น สังคมไม่ปลอดภัยก็ต้องไปรับส่งลูก เพราะพวกโรคจิตมันเยอะ จอดรถก็เปิดแอร์ทิ้งไว้เพราะเดี๋ยวลูกเราร้อน โลกจะร้อนพินาศฉิบหายช่างมัน น้ำมันแพงไม่เป็นไปเพราะเงินเดือนเราเยอะ ไม่มีสวนสาธารณะไม่เป็นไปเพราะซื้อบ้านมีเนื้อที่เอาไว้ทำสวนได้ อยากเดินวิ่งไม่ต้องไปสวนสาธารณะเพราะคนเยอะ ไปเข้าคิวซื้อสมาชิกสปอร์ตคลับดีกว่า จะได้คลุกคลีอยู่กับคนที่มีเงินเหมือนเรา เอาไว้ทำธุรกิจกันได้ ฯลฯ ความคิดแบบเห็นแก่ตัวเช่นนี้แลจึงทำให้คนไทยในปัจจุบันมักจะมีคำพูดติดปากว่า "ถ้าฉันทำอันนี้แล้วผมจะได้อะไร" คุณหมอประเวศ วะสี บอกว่าแล้วทำไมเราไม่ถามตัวเองว่า "ถ้าฉันทำสิ่งนี้แล้วสังคมไทยจะได้อะไร ประเทศชาติจะได้อะไร" หรือขยายต่อไปด้วยได้ว่า "แล้วโลกนี้จะได้อะไร?” คำ ผกา จึงทิ้งท้ายเอาไว้ว่าในท้ายที่สุดแล้วความจริงภายนอกที่ ปรากฎแก่สายตาเรามันก็สะท้อนความเป็นจริงภายในใจของคนไทย ว่าเราคิดอย่างไรเราก็ได้สังคมแบบนั้น  

  ผมเป็นคนที่สนใจในการพัฒนาชุมชนเมือง ข้อเขียนนี้จึงโดนใจผมอย่างจัง จังหวัดนครสวรรค์ที่ผมอยู่นั้นถึงแม้ว่าสภาพของความเป็นสังคมเมืองจะเทียบไม่ได้กับกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ก็ตาม ที่นี่เราก็มีปัญหาในเรื่องโลกทัศน์แบบ "ตัวใครตัวมัน" อยู่ไม่น้อย แต่ที่เห็นเด่นชัดยิ่งกว่าปัญหาของความเห็นแก่ตัวของปัจเจกบุคคล ก็คือปัญหาในการคิดถึงแต่ประโยชน์ของ "พวกพ้องและญาติพี่น้อง" ซึ่งมีเห็นเห็นอยู่ในสังคมของคนปากน้ำโพ โลกทัศน์นี้สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้กับสังคม และประเทศชาติได้มากๆพอกับโลกทัศน์แบบปัจเจกบุคคล ตัวอย่างที่เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้เร็วๆนี้ก็คือ ในกรณีซุกหุ้นของคุณหญิงอ้อ ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ 

 ผมพยายามจะทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใด ชาวจีนปากน้ำโพบางกลุ่มบางคนจึงมีแนวโน้วและมีพฤติกรรมที่เอนเอียงไปในการรักษาผลประโยชน์ของพวกพ้อง มาก่อนสวัสดิภาพของสังคม ก็มาตั้งสมมุติฐานเรื่องฐานคติของพวกเขา ผมเชื่อว่าคนไทยเชื้อสายจีนโดยเฉพาะที่ตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์นั้น ได้รับเอาความคิดของขงจื่อ มาอยู่ในวิถีปฏิบัติ เป็นต้นว่าคุณธรรมในข้อ 1 ข้อ 2 ของขงจื่อที่ว่าด้วยความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีและบรรพบุรุษ และความรักใคร่ปรองดองระหว่างพี่น้อง และครอบครัว คุณธรรมเหล่านี้เป็นคุณธรรมพื้นฐานของขงจื่อที่จะทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบสุข แต่ถ้าหากเรามีมิจฉาทิษฐิเสียแล้วก็เป็นการง่ายที่จะตีความคุณธรรมของขงจื่อเข้าข้างตัวเอง คำว่าคุณธรรมนั้นก็ต้องมีธรรมกำกับ แต่เมื่อใดที่เราตีความว่าเราจะดูแลครอบครัวของเราให้สุขสบาย แต่เพื่อนร่วมสังคมของเรามีความทุกข์ยากแสนสาหัสก็ไม่เป็นไร นั่นคือความเห็นผิดอย่างแน่นอน ดังนั้นเราจะไปโทษขงจื่อไม่ได้ แต่ต้องโทษผู้ที่รับเอาคุณธรรมมาปฏิบัติแบบข้างๆคูๆ ไปตะแบงหยิบมาเพียงเสี้ยวส่วนเพื่อสนองอัตตาของตนเอง 

 ขงจื่อยังสั่งสอนในสิ่งที่ดีงามอีกเยอะแต่เพราะเหตุใดคนจึงไม่หยิบมาปฏิบัติ เช่น "หากเห็นสิ่งที่ถูกแล้วไม่ลงมือกระทำ นั่นคือการขาดเสียซึ่งความกล้า" หรือ "เห็นสิ่งที่ควรทำก็ไม่ต้องมามัวเกรงใจ" รวมทั้งคุณธรรมในเรื่องของหิริโอตตัปปะ และการรักษาสัจจะ 

 ทุกวันนี้หากเราคิดถึงส่วนรวมให้มากๆ และส่วนรวมนี้จะต้องไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่ญาติพี่น้อง และพวกพ้องของเราเท่านั้น เราอาจจะได้อยู่ในสังคมที่มีแต่คนดีมีคุณธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ เราจะได้ไม่ต้องไปสร้างกำแพง สร้างปราสาท หลีกลี้ไปอยู่ด้วยความเป็น VIP ความเป็นส่วนตัวในสวรรค์ลวงๆที่เราสร้างขึ้น การได้ล้อมรอบตัวเราด้วยกัลยาณมิตรทุกหนแห่งจะดีกว่า การมองว่าคนที่จริงใจกับเราจะมีอยู่เฉพาะในบรรดาญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล แต่คนอื่นๆที่อยู่นอกจากวงที่เราขีดเอาไว้คือศัตรูผู้ซึ่งคอยแต่จะฉกฉวยประโยชน์จากเราหรือไม่? และถ้าหากเราคิดเช่นนั้นจริงๆ ลองมองเรื่องนี้ผ่านสายตาคนที่คิดเช่นเดียวกับท่านบ้าง และถ้าหากทุกคนในสังคมคิดแบบนี้กันหมด เราก็มีส่วนในการสร้างโลกที่ไม่น่าอยู่ โดดเดี่ยวแปลกแยก และน่าหดหู่ เราอยากจะอยู่ในโลกแบบนั้นหรือ? เรายอมให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาในสภาพสังคมเช่นนั้นหรือ?

2008/Jul/24

 หลังจากทดลองใช้ระบบภาษาไทยที่ให้ติดมากับน้องวรรณ ก็คือเครื่อง Acer Aspire One  ฉบับ Linpus ดั้งเดิม สักพักหนึ่งก็พบว่าการเปลี่ยนภาษาไทยใช้งานไม่ได้เลย เหตุเพราะบางครั้งเมื่อใช้ๆงานพิมพ์เอกสารไปปรากฏว่าระบบภาษามาค้างที่ภาษาอังกฤษ  และเมื่อระบบไปค้างอยู่ที่ภาษาอังกฤษแล้ว ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถกลับมาเป็นภาษาไทยได้อีก ยกเว้นว่าจะต้องปิดโปรแกรม Write แล้วเปิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำให้เสียอารมณ์ในการทำงานอย่างมาก และอาการนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยเสียด้วย พิมพ์เอกสาร 3 หน้าเกิดขึ้น 4-5 ครั้ง ต้องปิดและเปิด 4-5 ครั้งคุณก็ลองคิดดูว่ามันจะน่ารำคาญขนาดไหน ผมก็เลยเลิกทนกับ SCIM แล้ว ย้อนกลับไปศึกษา xkb ซึ่งเป็นระบบ Keyboard ดั้งเดิมที่มีอยู่ใน Kernel อยู่แล้ว ก็พบว่าเราสามารถเรียกมันมาใช้งานได้ แต่อาจจะต้องมีหลายขั้นตอนหน่อย

 วิธีการยกเลิกการใช้งาน SCIM มาใช้ xfce4-xkb

1.    ขั้นตอนแรกก็ Disable SCIM ก่อน ตรงนี้ต้องไปคลิกขวาที่บน Desktop แล้วคลิกที่ Setting --> Input Method (สำหรับวิธีการทำให้คลิกขวาได้ลองหาอ่านที่นี่นะครับ ) เมื่อขึ้นมาแล้วให้ติ๊ก Enable Input Method Feature ออกครับ ไม่ต้องใช้หรอกครับเขาทำให้คนที่ใช้ภาษาจีน หรือญี่ปุ่นที่คีย์เข้ายุ่งๆน่ะครับ
2.    จากนั้นให้ไปแก้ /etc/X11/xorg.conf
        ตรงบรรทัดที่ Layout ให้เป็นแบบนี้ Option “XkbLayout” “us,th”
3.    จากนั้นให้ไปที่ /usr/bin/xkb_plugin_set_org.sh
        ให้ไปแก้บรรทัดที่เขียนว่าเป็น “XkbLayout” "gb,us” เปลี่ยนให้เป็น "us,th” ครับ อ่อ อย่าลืมเอา # ที่บอกไว้ใน entry ก่อนหน้านี้ออกไปด้วยนะครับ ไม่ใช้แล้วครับ

     แค่นี้จริงๆแล้วก็ใช้งานได้แล้วครับ แต่จะพบว่าเราไม่สามารถที่จะใช้เครื่องหมาย Grave Accent (~) ในการเปลี่ยนสลับภาษาได้ ใช้ได้แต่ Alt Shift เท่านั้น จึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมครับ

 วิธีการทำให้ GNOME Desktop สามารถใช้ปุ่ม  Grave Accent (~) เพื่อเปลี่ยนภาษาไทย

1.    กลับไปที่ /etc/X11/xorg.conf (ทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อกี้หว่า) แล้วไปแก้บรรทัดที่เขียนว่า
    Option “XkbOptions” “grp:alt_shift_toggle” ให้เป็น

     Option “XkbOptions” “grp:grave_toggle,grp:alt_shift_toggle”

    แต่อย่าพึ่งดีใจไปครับ เพราะว่า grave toggle นั้นไม่มีอยู่ใน GNOME ครับ เราต้องไปเล่นกับ Script เพื่อบอกให้เขารู้ก่อนครับ ทั้งหมดนี้ได้มาจาก
    http://sthomya.blogspot.com/ นะครับ

    2. ให้ไปที่ /usr/share/X11/xkb/symbols
    แก้ไฟล์ Group โดยเพิ่มตามนี้

partial modifier_keys
  xkb_symbols "grave_toggle" {
            virtual_modifiers AltGr;
             key <TLDE>  {
                   symbols[Group1]= [      ISO_Next_Group  ],
                   symbols[Group2]= [      ISO_Prev_Group  ],
                   virtualMods= AltGr
           };
};

    3. จากนั้นให้ไปที่ /usr/share/X11/xkb/rules

    แก้ไฟล์ base เพิ่มลงไปในตำแหน่งที่เหมาะสม

       grp:grave_toggle      =       +group(grave_toggle)

   4.  ในแฟ้ม base.lst เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้บริเวณที่เหมาะสม

   grp:grave_toggle     Grave key changes group.


      5. และ ในแฟ้ม base.xml เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้บริเวณที่เหมาะสม
<option>
        <configItem>
          <name>grp:grave_toggle</name>
          <description>Grave key changes group.</description>
         </configItem>
</option>



    แค่นี้ก็น่าจะได้แล้วครับ แต่ผมเปลี่ยนไปแล้าปรากฏว่า Keyboard Indicator ที่อยู่ใน Panel Bar ด้านล่างมันหายไป ก็เลยต้องมีวิธีการดั้งต่อไปนี้ต่อครับ

 วิธีการแก้เมื่อ Keyboard Indicator หายไป 

  1.  ให้กด ALT-CTL-DEL เพื่อเรียกใช้ System Monitor หา xfce4-panel แล้ว Kill Process นี้ครับ
  2. ให้ไปที่ $HOME/.config/xfce4/panel แล้วเรียก panels.xml ขึ้นมาแก้ไข
  3. ให้ไปเพิ่มที่บรรทัดหลัง 

            <item name="tasklist" id="1"/>

          เป็น

            <item name="xkb-plugin" id="1"/>

         จากนั้นก็ SAVE และ Reboot เท่านั้นก็เรียบร้อยครับ

         เฮ้อ....หายใจเข้ายาวๆ แล้วไปหากาแฟกินกันดีกว่าครับ