MoviesME




อยากจะบอกว่าโอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดจริงๆ หนังโรแมนติกคอมเมดี้สไตล์อิสาน ดูแล้วอยากจะพูดอีสานได้ และฟังอีสานเป็น นอกจากนั้นยังคิดอยู่เลยว่าในเมื่อเราสามรถหัดพูดภาษาอังกฤษ ไปเรียนภาษาจีนได้ ทำไมเราไม่เคยคิดจะเรียนพูดภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษาใต้กันบ้างล่ะ

หม่ำฉลาดมาก เป็นคนฉลาด และมีเซนซ์ทางด้าน Comedy แบบของจริง ของแท้ การเลือกที่จะทำให้ภาพยนตร์ทั้งเรื่องออกสี Saturated จัดจ้านทั้งเรื่อง เป็นสัญญลักษณ์ที่คอยเตือนคนดูอยู่เนืองๆ ว่าเรื่องนี้เป็นนิยายแฟนตาซี คือ ถ้าฉันทำอะไรเว่อร์ หรือแปลกประหลาดฉันก็ไ่ม่ผิด เพราะนี่เป็นโลกที่ฉันเห็น และอยากถ่ายทอดให้คนดู ว่านี่แหละคือการมองโลกจากสายตาของหม่ำ

นักแสดงที่เป็นตัวแสดงหลักส่วนใหญ่จะเ่ล่นโดยมี Inner ที่แท้จริง แต่เล่นออกแนวสไตล์ไลท์ ซึ่งถ้าดูเพียงผิวเผินก็จะได้ความสนุก ได้เปลือกนอกที่ถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณเลยทีเดียว แตสำหรับผู้ที่นิยมในความจริงแล้วก็ไม่น่าจะผิดหวัง เพราะส่วนใหญ่มีความจริงที่สามารถทำให้เชื่อว่าเ่ล่นออกมาจากความรู้สึกจริงๆ

ประทับใจหลายเรื่อง เช่น การถ่ายทอดฉากพลอดรัก กระเง้ากระงอดในท้องนาระหว่าง คู่ทอง(ชัยพันธ์ นินกง) กับ สร้อย (เยาวลักษณ์ ตุ้มบุญ) ดูไปก็อมยิ้มไปกับความน่ารักน่าหยิกของทั้งคู่ ตรงนี้สามารถถ่ายทอดจิตวิญญานความโรแมนติคสไตล์ไทยๆได้เป็นอย่างดี

ดนตรีประกอบก็ช่างชวนให้เคลิ้มจนลืมไปว่ากำลังฟังเพลงลูกทุ่ง ซึ่งปกติถ้าเปิดมาเจอจะต้องปิดทันที
การนำเอาภาพยนตร์เก่าที่ถ่ายกรุงเทพฯสมัยก่อนมาประกอบเป็นฉากหลัง ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่ากรุงเทพฯจะเป็นอย่างไรในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพโรงแรมสยามอินเตอร์คอน ที่ปัจจุบันถูกทุบทิ้งเพื่อสร้าง สยาม พารากอน ตรงนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผมชอบ

ในส่วนที่รู้สึกยังไม่ชอบใจก็เห็นจะเป็นพล๊อตเรื่องที่มัีนยังขาดความลึก การแสดงของนักแสดงบางคนยังล่อมุกอยู่มากเกินไป

สรุปว่าชอบเอาหลายๆ เด้อ...








edit @ 2005/10/05 11:54:08


Directed by
Joel Schumacher


จะดูหนังเรื่องนี้้ต้องบอกไว้ก่อนถ้าคุณจะดูกับโทรทัศน์ 21 นิ้ว กับ VCD ละก็อย่าดูดีกว่า ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่คุณจะต้องดูเรื่องนี้บนชุด Home Theater ที่ดีที่สุด และ DVD เท่านั้น และจอต้องใหญ่ๆเข้าไว้ ได้ขนาด Projector ยิ่งดี และเปิดเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะอะไรน่ะหรือ? หนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากทั้งเรื่องของภาพและเสียง ถ้าคุณได้ชุดดีๆอย่างที่บอกคุณจะไม่อยากลุกไปไหนเลยทั้งเรื่อง

ผมเคยได้ดูละครเวทีบรอดเวย์ เรื่องนี้ตอนที่อยู่ New York ก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายอะไร ก็ OK เพลงเพราะ นอกนั้นก็ัยังไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมาก แต่ยอมรับเลยหนังเรื่องนี้ทำให้ Phantom ดูยิ่งใหญ่ อลังการ สมจริง และเห็นภาพมากกว่าดูละครเวทีที่ไปดูมาเสียอีก (ซึ่งน้อยมากที่ผมจะยอมรับว่าหนังดีกว่าละครเวที)

โดยเนื้อแท้ของหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องของอานุภาพของความรักที่บริสุทธิ์ ซึ่งตัวของ (Phantom) ที่ไม่เคยได้รับความรักจากใคร มีแต่การเยาะเย้ยจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงมีชีวิตอยู่ด้วยความโกรธ น้อยเนื้อต่ำใจ และความเกลียด จึงไม่เคยได้รับรู้ความรักแบบนี้มาก่อน โดยสรุปคือ ในตอนท้ายๆของเื่รื่องคุณจะได้พบกับความรัก ความหลงในหลายรูปแบบ

1. ความรักแบบที่กอรปไปด้วยความเมตตา สงสาร และเห็นใจ ในเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
2. ความรักพิสวาท ของชายหนุ่ม ผู้บูชาความรักมากกว่าชีวิตของตนเอง
3. ความลุ่มหลง อยากครอบครอง อยากได้เขามาเป็นของเรา เห็นแก่ตัว
4. ความรักแบบเสียสละ เสียสละเพราะอยากเห็นคนที่รักได้ดีมีความสุข แม้เขาจะไ้ม่ได้อยู่กับเรา หรือเป็นของเราก็ตาม

ฉากใกล้สุดท้ายตอนที่ตัวละครเอก 3 ตัวพบกันในถ้ำของ The Phantom คุณจะได้เห็นทั้งหมดนั้นภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ณ.จุด Climax ของเรื่อง ปมทั้งหมดจะคลายกัน ณ.จุดนี้พอดี ถ้าคุณดูช่วงนี้ไม่เข้าใจแสดงว่าคุณยังผ่านโลกมาไม่เพียงพอ ดูแล้วจำเอาไว้ก่อน สักวันหนึ่งถ้าคุณได้ผ่านความรู้สึกทั้งหมดด้านบนมาแล้วคุณจะเข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องมีใครมาบอกเลยทีเดียว




edit @ 2005/10/09 01:36:27

Mischief (1985)

cover Directed by
Mel Damski

Writing credits
Noel Black

คงจะมีไม่กี่คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1985 แต่ในท้องเรื่องนั้นเป็นปี 1956 ซึ่งผมยังไม่ได้เกิดเลย ท้องเรื่องเกิดขึ้นที่รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา เป็นภาพของชนบทที่น่ารักมาก เป็็นเรื่องของ Coming of Age จากเด็กเป็นวัยรุ่น จูบแรก รักแรก เซ็กส์ครั้งแรก ซึ่งใครๆดูก็จะมีอารมณ์็ร่วมได้ไม่ยาก

ในเรื่องโจนาธานเป็นเด็กเรียนที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรัก จนกระทั่งได้มาเจอกับเพื่อนใหม่คือจีน ซึ่งย้ายมาจากต่างเมือง เป็นเด็กออกแนว Cool ซึ่งก็ได้ มาสอนให้เขารู้จักการเข้าหาเพศตรงข้ามจนกระัทั่งเขาได้เรียนรู้เรื่องเซ็กส์ (อย่างทุลักทุเลเต็มที) ลองดูบทเข้าพระเข้านางของทั้ง โจนาธาน กับแมริลีนที่เขาหลงไหล:-

Marilene: Take them off Jonathan (พูดถึง Boxer ที่เขาใส่อยู่ แล้วเขาก็ถอดมันออก)
Jonathan : Ok alright
Marilene : Now put it on
Jonathan : I thought you told me to take them off
Marilene: I mean protection. Don't you have any?
Jonathan : No.. I don't have it with me..we've never talked about it besides I thought if I'd brought it with me you might think I am a sex maniac or something...

นี่เป็นแค่แก็กหนึ่ง แต่จริงๆหนังยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่น่ารักและตลกอยู่มากมาย

แต่ประโยคเด็ดของเรื่องนี้กลับอยู่ตรงนี้ตอนท้ายของเรื่องที่ โจนาธานพูดกับจีนตอนที่พึ่งมาได้รู้ธาตุแท้ของผู้หญิงที่ตนเคยหลงไหลแ่ต่กลับหักหลังเขาว่า:-

"All these times, I was busy thinking about how to fuck her I didn't get to know her."

หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณเบื่อตอนแรกๆ เพราะมันเป็นอะไรที่ cliché มากๆ แต่พอดูไปคุณจะรู้สีึกเอ็นดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาทันที เพราะมีอะไรที่ย้อนยุคจนกลับมา hip ในสมัยนี้อีกได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการพูดการจา ภาษาที่ใช้ ก็เก่าจนบางทีต้องอมยิ้ม หรือสี pastel ที่ใช้กันอย่างไม่ขัดเขิน นอกจากนั้นยังมีร้าน Soda และ Drive-in Movie ที่คุณจะต้องนึกถึงว่ารุ่นพ่อแม่ของคุณผ่านเรื่องแบบนี้มาได้อย่างไร รถเก่ารุ่นสตูทเบเกอร์


ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหรือยัง แต่ก็อยากจะได้เห็นสักครั้งนึง เพราะมันดูสวยดี

เพลงที่ใช้ก็เป็นเพลงคลาสสิคจากยุคนั้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง Don't be cruel ของ Elvis, My Prayer ของ The Platters (ที่ผมเคยใช้เป็นเพลงประกวดร้องเพลงสยามกลการ), The Great Pretender เพลง Everyday หรือ Peggy Sue ของ Buddy Holly, One Summer Night, Be-Bop-A-Lula, Ain't That a Shame หรือเพลงที่ผมโปรดมากคือ Since I don't have you ของ The Skyliners ที่ปัจจุบันยังมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์

ถ้าดูเรื่องนี้ก็คงต้องจิบไวน์ หรือ ดื่มเบียร์ตามไปด้วย ถ้าไม่งั้นคุณคงจะเบื่อเหมือนกันช่วงแรกๆ แต่พอถัดๆไปก็จะรู้สึกสนุกไปด้วย ก็หาดูยากนิดหนึ่งสำหรับเรื่องนี้อาจจะต้องไปเดินแถวจตุจักรนะครับ ลองหาดูัยังมีอยู่