2008/Dec/27

4 ธันวาคม 2551

วันนี้เป็นวันที่ 4 ของเทศกาลละครแล้ว เมื่อวานผมได้พูดคุยกับเวโรนิค (ชาวฝรั่งเศษ) เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่กับสมองและการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เราพบว่าเรามีความสนใจใกล้เคียงกันมาก ผมคิดว่าการสนทนาของเราเป็นไปได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ เราคุยกันเรื่องสมองสามชั้น คุยกันเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของอารมณ์ และผัสสะในการนำพามนุษย์ไปสู่ความจริงในระนาบอื่นๆที่นอกเหนือไปจากความคับแคบของตรรกะของสมองซีกซ้าย เวโรนิคเป็นชาวตะวันตกที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งเพราะเธอต่างจากฝรั่งทั่วๆไปที่ผมรู้จัก ที่จริงแล้วชาวต่างชาติหลายๆคนที่ผมพบใน workshop นี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากชาวต่างชาติทั่วๆไปที่ผมรู้จักอย่างมากมายพอสมควร บางคนก็นับถือศาสนาพุทธและปฏิบัติภาวนาเป็นประจำเช่นรูนา ชาวนอร์เวย์ เธอใส่กำไลลูกประคำเอาไว้เสมอ และนั่งสมาธิตอนเช้าเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทุกๆเช้า ส่วนหลายๆคนที่ผมไปพูดคุยด้วยก็ได้เคยเข้าคอร์สอบรมภาวนามากันบ้างแล้ว เช่น นาตาลี เคยเข้าคอร์สอบรมของโกเองกาเป็นเวลาสิบวัน บางครั้งเวโรนิกาก็ได้จัดภาวนาในหมู่เพื่อนๆในช่วงคริสต์มาส นับว่าชาวต่างชาติมีความสนใจในเรื่องของการฝึกปฏิบัติกันอย่างตื่นตัว มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนไทยเราอยู่ใกล้กับของดีเพียงแค่นี้แต่เรากลับไม่ค่อยให้ความสนใจจะศึกษา และปฏิบัติกันอย่างจริงจังนัก หรืออาจจะต้องรอให้การปฏิบัติภาวนากลายเป็นแฟชันที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจ และให้ความสำคัญเหมือนกับโยคะกันเสียก่อนกระมัง คนไทยเราจึงจะค่อยหันมาให้ความสนใจ

    เมื่อวานเวโรนิค ได้ถามคำถามหนึ่งที่ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ เธอถามว่าคนไทยเราฝึกปฏิบัติภาวนากันเป็นปกติหรือไม่? คำตอบหนึ่งผุดขึ้นมาในใจเลยว่า "ไม่หรอก" แท้จริงแล้วมันออกจะเป็นเรื่องผิดปกติเสียด้วยซ้ำที่คนไทยอย่างเราจะลุกขึ้นมาตอนเช้าแล้วนั่งสมาธิ ภาวนาสักครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะลุกขึ้นไปปฏิบัติภารกิจประจำวัน พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างนั้น ดังนั้นการที่คนไทยคนไหนฝึกปฏิบัติโดยมิได้บวชเรียน ก็จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่อง "ปกติ" ทุกวันนี้คนไทยเราอยู่กับความไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน จนไม่รู้เสียแล้วว่าความเป็นปกติธรรมดาเป็นอย่างไร จิตใจของเราไม่ปกติ ร่างกายของเราก็เร่งร้อนที่จะเดินทางและทำงานจนเกินพอดี ความคิดของเรานั้นก็แสนจะสับสนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาไม่อาจจะตั้งมั่นอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ความรู้ที่เรามีอยู่อย่างมากมายก็แปลกแยกเสียจนไม่รู้ว่าจะหยิบจับมาใช้ในช่วงเวลาไหนให้ได้ทันการ "จิตที่ควรค่ากับการงาน" นั้นมีฐานที่ตั้งมั่นแต่มีความไวยืดหยุ่นจนสัมผัสได้แม้เพียงสภาวะของความหลงแม้เพียงเสี้ยวขณะจิต คล้ายกับการรำมวยจีนหรือเปล่า? การยืนท่าม้ามั่นคงแข็งแกร่ง แต่ท่อนบนพริ้วไหวไร้การฝืนบังคับกล้ามเนื้อให้ใช้พลังงานได้อย่างพอดิบพอดีกับท่วงท่าอันอ่อนโยน จิตที่จะมีพละกำลังได้ก็ต้องฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังนั้นถ้าเราได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ ลองถามตัวเองว่า 365 วัน มีวันไหนบ้างที่ได้นำจิตใจน้อมมาคิดใคร่ครวญเรื่องการปฏิบัติธรรม และในแต่ละวันได้ให้เวลาตรงไหนบ้าง นอกจากการสวดมนต์แบบขอไปทีตอนก่อนนอน!

Comment

Comment:

Tweet


เราคุ้นชินกับ...การลืมตัวเอง
ต้องมาฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง
หาหนทางมากมาย
ทำไม.....และทำไม
#2 by แทน (61.7.171.175) At 2009-04-06 13:54,
คนไทยสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นพุทธแต่ในบัตรประชาชนแล้ว...

ทุกครั้งเวลามีเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านเมืองและได้ยินคนชอบยกประโยคว่า "เมืองไทยเมืองพุทธ ทำไมถึงได้ บลาๆๆๆ " ขึ้นมาคร่ำครวญ ส่วนตัวจะรู้สึกกระอักกระอ่วนทุกครั้งค่ะ -*-
#1 by Lazy Queen At 2008-12-27 10:55,