2008/Oct/25


    ตื่นมาตอนเช้าของวันสุดท้าย จู่ๆเรื่องที่เด็กนักศึกษาถามเมื่อวานก็แว่บเข้ามาอีกแล้ว นักศึกษาชายคนนั้นถามว่า "เรามาเรียนรู้เรื่องจี๊ดเพื่ออะไร? เพื่อให้เราสามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นหรือเปล่า ผมเคยไปเข้าค่ายสมัยตอนอยู่ปี 1 ผมรู้สึกไม่ชอบหน้าคนๆหนึ่งมาก แต่ต้องถูกจับให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน แรกๆผมก็รู้สึกไม่สนิทใจนัก ผมรู้สึกจี๊ดเขามากอยู่ แต่รุ่นพี่ให้ลองทำกิจกรรมที่ได้สัมผัสด้านอื่นๆของเขา ผมก็เห็นว่าถึงแม้ผมจะไม่ชอบบางด้านในตัวเขา แต่ก็มีบางด้านที่เรารับได้ และเราก็เลือกที่จะมองเขาในมุมนั้น เราก็จะเกิดความสบายใจมากขึ้น..." ขอบคุณนักศึกษาคนนั้นกับเรื่องเล่าของเขา มันทำให้ผมได้เรียนรู้ในเรื่องการเป็นกระบวนกรเพิ่มเติม สิ่งที่นักศึกษาถามแท้จริงหากเรามาใคร่ครวญให้ลึกถึงเจตนา ตัวเขาเกิดสภาวะของความสงสัย สงสัยในจุดหมาย ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่จะนำไปสู่อะไร และนี่เป็นด่านแรก เป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ด่านแรกที่ต้องข้ามไปให้ได้ นั่นคือศรัทธาปสาทะ หรือความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขาดพละที่ 1 ตัวพละที่เหลือก็จะไม่เกิดตามมาอันมี วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หรือขาดอิทธิบาท 4 ตัวแรกก็คือ ฉันทะ คือพอไม่ศรัทธาก็ไม่รู้สึกว่าเกิดแรงปะทุภายในให้ต้องการที่จะปฏิบัติ ก็คือการขาดฉันทะนั่นเอง

    เวลาเราเรียนพุทธศาสนาบางครั้งพบว่าน่าเบื่อ เพราะเราต้องท่องจำโดยหาความหมายที่ปรากฎกับชีวิตประจำวันไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วเราไม่ลุ่มลึกพอที่จะเห็นว่าธรรมมีอยู่ในทุกๆที่ หรือไม่มีความตื่นรู้เพียงพอที่จะเท่าทันกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวของเรา เหตุการณ์ในชีวิตบางครั้งเกิดขึ้นรวดเร็วแล้วจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจก็มีเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อย ถ้าเราไม่ช้าลงก็จะไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย....

    เวลานี้ความสดชื่นตอนเช้าทำให้ผมเห็นอะไรได้กระจ่างขึ้น คำตอบที่ผมเพียรพยายามตอบด้วยพลังอันอ่อนล้าของทั้งคนพูดและคนฟังไม่ได้ซึมแทรกเข้าไปให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีนัก ผมรู้คำตอบแล้วและรู้ด้วยว่าจะสื่อสารอย่างไร ผมหันไปพูดคุยกับโต้ง (อ.ประสาท) ว่าผมมีบางอย่างที่อยากจะพูดเพิ่มเติมในเรื่องของการเก็บไพ่ โต้งบอกอย่างเรียบๆแต่หนักแน่นว่า "ไม่ต้อง" ผมถามว่าทำไม โต้งอธิบายสั้นๆว่าวาระนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากเราพยายามที่จะดันสิ่งเหล่านี้กลับไป มันจะกลายเป็นการตอบวาระของเราแต่ไม่ใช่การดูแลวาระของเขา หน้าที่ของกระบวนกรนั้นได้หมดลงไปแล้ว เพราะเราได้ติดตั้ง "เครื่องมือ" ที่จำเป็นให้กับเขาทุกคนแล้ว การใคร่ครวญเป็นงานที่พวกเขาต้องไปทำเอง และทำกับตัวเองด้วย นกมักจะพูดประโยคที่ผมได้ยินจนคุ้นหูคือ "การทำงานกับตัวเอง" การเว้นที่ว่างให้พวกเขาได้ทำงานกับตัวเองย่อมก่อให้เกิดการเรียนรู้ในระดับที่ลึกกว่าการบอก หรืออธิบายอย่างละเอียดยืดยาวและครอบคลุมในทุกๆด้าน ฉับพลันนั้นผมเข้าใจในทันทีถึงความแตกต่างระหว่าง "กระบวนกร" กับ ความเป็น "อาจารย์" ซึ่งตัวเองคุ้นชินมาโดยตลอด ความเป็นอาจารย์บางครั้งเราถือตัวว่าเราจะต้องรู้ให้มากกว่าลูกศิษย์ เราต้องอ่านหนังสือให้มาก ค้นคว้าให้มากกว่า มีประสบการณ์ให้มากกว่า เมื่อเราทำได้ดังนั้นเราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีความปลอดภัย เพราะเมื่อเรารู้มากกว่าลูกศิษย์ไปหนึ่งขั้น ก็จะไม่มีลูกศิษย์คนไหนที่จะสามารถทำให้เราเกิดการ "เสียหน้า" ได้ เราจะดูเป็นอาจารย์ที่เก่งในสายตาของศิษย์ และสายตาของสถาบันที่สังกัดอยู่ ผมยังจำได้ว่ามีผู้มีปัญญาท่านหนึ่งท่านได้บอกเล่าเอาไว้ว่า "อาจารย์ที่ดีจริงๆต้องสอนลูกศิษย์ให้เก่งกว่าตัวเองให้ได้" ผมได้ยินประโยคนี้ผงะเลย แต่ตระหนักว่านี่คือความจริง ถ้าเราสอนให้ลูกศิษย์ดีกว่า เก่งกว่าเราไม่ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอนาคตของชาติ อนาคตของโลกเราจะเป็นอย่างไร? เราจะลากกันลงเหวหมดเลยหรือเปล่า?

    ผมเคยอ่านหนังสือ 10 กว่าเล่มเอามาสอน 1 วิชา นักศึกษาได้ความรู้ไปอย่างมากก็ 2-3 เล่ม และเป็นความรู้แบบได้รับการบอกเล่า ไม่ได้ประจักษ์แจ้งด้วยตัวเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักศึกษาของผมจะมีการเรียนรู้ที่ไม่น่าพอใจเอาเสียเลย โจทย์ที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ว่าแล้วผมจะต้องทำอย่างไร นักศึกษาจึงอยากที่จะอ่านหนังสือ 10 เล่มนั้นด้วยตัวของเขาเอง?

Comment

Comment:

Tweet