2008/Sep/21

(อันนี้เป็นรายงานส่งในวิชา สัมมนาสุนทรียศาสตร์ทางการละคร , ป. โท ศิลปการละคร อักษรจุฬา ปี 2 คับ อ่านกันเล่นๆเด้อ)

 

ถ้าหากจะกล่าวถึงงานแสดงที่มีความโดดเด่นเป็นที่สนใจของสาธารณชน ของกลุ่มนักเต้น เพอลาเบอลัส (PILOBOLUS) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงงานแสดงที่เกี่ยวข้องกับแสงและเงา โดยในการแสดงจะเป็นการฉายภาพเงาของนักเต้นลงบนฉากสีขาว และบรรดานักเต้นก็มีหน้าที่จะเสกสรรค์รูปทรงต่างๆด้วยร่างกายของตน เพื่อให้เกิดเป็นภาพเงาที่สามารถสื่อความหมายให้ปรากฏอยู่บนผืนผ้าที่อยู่เบื้องหน้า ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกที่เราจะได้เห็นงานของเขาในโฆษณารถยนต์, รายการทีวี และแม้กระทั่งงานระดับโลกเช่น งานประกาศผลรางวัลออสการ์ในปี ค.ศ. 2007

    ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ ชาร์ล เจ็งคส์ นักคิดนักวิจารณ์ที่มีอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรม ได้กล่าวถึงว่างานของยุคหลังสมัยใหม่นั้นมีความหมายที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่สองนัย (Double Coding) กล่าวคืองานเช่นที่ว่านี้จะเข้าถึงกลุ่มผู้ชมสองกลุ่มพร้อมๆกันแต่ในนัยที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เขียนมีความรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อได้รับชมงานของกลุ่ม เพอลาเบอลัส โดยนัยแรกที่เห็นก็คือภาพเงาที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าใบเป็นภาพที่ประกอบสร้างจากวัฒนธรรม และประสบการณ์ร่วมของชุมชนและสังคม ผู้ชมที่เรียกว่าเป็นผู้ชมทั่วๆไปหรือเป็นมวลชน (mass) นั้นจะสามารถเข้าถึงได้ยกตัวอย่างเช่นการเล่นแสงเงาให้ปรากฏเป็นภาพเครื่องบินที่มีงูร้อยรัดอยู่บนใบปิดภาพยนตร์เรื่อง Snakes on a Plane เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะสื่อความหมายไปถึงผู้รับสารได้เลยถ้าหากไม่ได้มีความคุ้นเคยกับการถูกระดมถล่มด้วยวัฒนธรรมภาพยนตร์อเมริกัน ดังนั้นมวลชนในที่นี้จึงหมายถึงมวลชนที่อยู่ในกระแสวัฒนธรรมหลักที่เรียกว่า Popular Culture ไปในตัวเองอีกด้วย

    นัยที่สองสำหรับผู้ที่มีความดื่มด่ำและลึกซึ้งกับศิลปะการเต้นรำย่อมจะสามารถเข้าถึงสุนทรียะอันเป็นความงดงามที่จัดวางอยู่บนหยาดเหงื่อและความสามารถอันยอดเยี่ยมของนักเต้นที่อยู่เบื้องหลังภาพเงาอันน่าตื่นตาเหล่านี้ เพราะกว่าจะ-มาเป็นภาพๆหนึ่งที่ฉาบทาอยู่บนผืนผ้าใบให้ได้ชมกัน ในเบื้องหลังจะต้องใช้ทั้งทักษะความสามารถส่วนตัวของนักเต้น ผนวกกับแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ของทั้งผู้ออกแบบท่าเต้นและความร่วมแรงร่วมใจของนักแสดง จึงจะปรากฏออกมาเป็นความงดงามภาพแล้วภาพเล่าที่ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีการสะดุดอย่างที่เห็น การซึมซับและชื่นชมในสุนทรียภาพในมิตินี้จึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมที่ได้สัมผัสหรือมีความซาบซึ้งกับนาฏศิลป์มากน้อยเพียงใด เช่นหากเป็นผู้เขียนที่มีความรู้ทางการเต้นแบบงูๆปลาๆ ก็คงจะได้แต่เพียงรับรู้ว่าเบื้องหลังการทำงานอันยากลำบากนี้นักเต้นคงจะต้องฝึกฝนเป็นอย่างหนัก แต่ก็ไม่อาจจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความยากลำบากของพวกเขาได้ดีเท่าเทียมกับผู้ที่ฝึกฝนมาทางนี้ หรือมีประสบการณ์การเต้นในลักษณะนี้มาโดยตรง

    ผู้เขียนเห็นว่าการเหลื่อมซ้อนทางสุนทรียะที่มีความหมายเป็นสองนัยเช่นนี้ได้สร้างเสน่ห์ให้กับการแสดงซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าได้ทำให้คนดูในทุกระดับชั้นได้เข้าถึงและเข้าใจโดยสุนทรียภาพของงานแสดงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนดูทั่วไป หรือกลุ่มคนดูที่มีประสบการณ์ แต่ผู้เขียนเห็นแย้งว่าในแท้ที่จริงแล้วในประสบการณ์ของผู้ชมเองก็ไม่ได้สามารถแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนว่าจะชื่นชมอยู่เพียงภาพเงาที่ปรากฏ หรือชื่นชมกับสุนทรียศาสตร์ทางการเต้นรำที่อยู่เบื้องหลังฉาก ในเส้นแบ่งที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนนี้เองกลับทำให้เกิดพลวัติที่หยอกเย้าและยั่วยุให้กับการรับรู้ของผู้ชมในหลากหลายมิติ ความประทับใจในรูปทรงที่จัดแจงมาเป็นอย่างนี้ในชั่วขณะเวลาหนึ่งกลับไปส่งเสริมให้เกิดความประทับใจในความพร้อมเพรียงและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของนักแสดงในอีกขณะหนึ่งก็เป็นได้ การรับรู้ที่หลากเลื่อนไปที่บริเวณหน้าเวทีบ้าง หลังเวทีบ้าง ยังผลให้เกิดการปะทะสังสรรค์ของทั้งอารมณ์ความรู้สึกและความคิดเชิงตรรกอย่างพัลวัน  และคลื่คลายกลายเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่อันไม่เคยได้รับชมจากที่ใดมาก่อน

    สิ่งที่ผู้เขียนได้รับรู้ในแง่ของสุนทรียภาพอีกแง่หนึ่งก็คือการที่คณะเต้น เพอลาเบอลัส ไม่ได้จำกัดตัวเองให้อยู่ในกรอบเกณฑ์ใดๆ อีกทั้งมิได้พยายามที่จะประกาศตัวเป็นเจ้าของอุดมคติใดๆ การทำงานของพวกเขาจึงเป็นอิสระจากการตัดสินแบบดาดๆที่เราพบเห็นกันอย่างคุ้นชิน เช่นคำถามที่ว่าศิลปะควรจะรับใช้ทุนหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด สำหรับคณะละครนี้พวกเขาเป็นกลุ่มที่ไม่หวังผลกำไร การทำงานจึงเป็นไปเพื่อทลายขีดจำกัดของการเต้นรำอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ปะปนอยู่กับโลก ไม่ทำตัวห่างเหินหรือสร้างระยะห่างระหว่างศิลปินกับผู้คน พวกเขาจึงทำงานในแบบที่เรียกได้ว่า “ข้ามพ้นแต่ปนอยู่” คือมีความนอบน้อมต่อสังคมและประสบการณ์ร่วมเชิงวัฒนธรรม แต่ก็ไม่นำตัวเข้าไปพันผูกจนเกิดเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งมิให้ไม่อาจคิดสร้างสรรค์ หรือเรียกได้ว่ารับใช้ต่อทุนอย่างไม่คำนึงถึงศักยภาพของความเป็นมนุษย์ และในเมื่อความคิดหลังสมัยใหม่นั้นปฏิเสธการยึดโยงและมั่นคงอยู่กับโลกทัศน์ และมโนทัศน์แบบใดแบบหนึ่ง การเต้นรำของพวกเขาจึงมีความหลากเลื่อนในความหมายที่ไม่อาจจะ “ฟันธง” ลงไปได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาทำเพื่ออุดมการณ์ใด หรือปฏิเสธสิ่งใด แต่ที่เราพอจะแน่ใจได้ก็คือพวกเขาก็คงจะเดินหน้าต่อไปที่จะตั้งคำถาม และทำลายกรอบเกณฑ์ที่ขวางกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นกรอบเกณฑ์ของสังคม วัฒนธรรม หรือแม้แต่กรงกรอบทางกายภาพของมนุษย์ เพื่อสิ่งใดน่ะหรือ? อาจจะเพื่อคำตอบง่ายๆ ว่า ....  “เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ทุกๆวินาทีไปกับการเต้นรำอยู่บนโลกนี้น่ะสิ!” 

 

บรรณานุกรม

 

Jencks, Charles.  What Is Post-Modernism?  London: Academy Editions. New York: St. Martin's Press, 1986.

 

 

รายชื่อสื่อวิดีโอคลิป Online ประกอบบทความ

 

Pilobolus - "Summer In The City"   [n.d.]. [online] Available: http://www.youtube.com/watch?v=3n8gxEwLx0w  Retrieved September 21, 2008.

Pilobolus at the 79th Oscars  [n.d.].  [online] Available:  http://www.youtube.com/watch?v=-OS7uz-kRDA Retrieved September 21, 2008.

Pilobolus/ Life Shapes  [n.d.]. [online] Available: http://www.youtube.com/watch?v=elWf8nI6ivw Retrieved September 21, 2008.

PILOBOLUS - VOLKSWAGEN AD   [n.d.]. [online] Available: http://www.youtube.com/watch?v=Mg_X_NjQKjg Retrieved September 21, 2008.

Pilobolus Bidauto 2007  [n.d.]. [online] Available:

http://www.youtube.com/watch?v=sNNNIz2Y1q0 Retrieved September 21, 2008.

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet