ลูก "แม่เดี๋ยวผมจะไปทำสัมมนาให้กับผู้บริหารของ <ชื่อหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง> นะ"
แม่ "ดีแล้ว เดี๋ยวต่อไปจะได้ไปสมัครงานที่นั่นเลย"
ลูก "ไม่เอาหรอกแม่ มันไม่ใช่ความฝันของผม"
แม่ "..."
แม่ " แล้วอย่าลืมตัดผมให้เรียบร้อยด้วย"
ลูก "ก็คงไปอย่างที่เป็นอยู่นั่นแหละแม่"
แม่ "นั่นแหละ แม่ว่าตัดผมให้เรียบร้อยด้วยก็ดีนะ..."
บทสนทนาแบบนี้ ก็คงจะยังเกิดขึ้นกับแม่กับลูกต่อไปตามปกติ ในครอบครัวส่วนใหญ่ในสังคมไทย ในสังคมโลก การสนทนาแบบนี้หากเฝ้าสังเกตุดูจะพบว่า ทั้งสองคนสนทนามาจากแหล่งภายในที่แตกต่างกัน คุณแม่ยังคง Downloading หรือมีพฤติกรรมที่ถูกบงการมาจากอดีต ที่ยังค้นไม่เจอว่าคุณความดีความงามของมนุษย์นั้นแท้จริงมีอยู่ภายในตัวคุณลูกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากคุณแม่ยังติดอยู่ใน Phantom Self หรือ ตัวตนเทียมๆ ที่พยายามดำรงอยู่กับ
1. อดีต --> การตัดผมให้เรียบร้อย เป็นค่านิยมที่คุณแม่ยึดถือ ค่านิยมนั้นสร้างบนพื้นฐานของอดีตที่หลอมรวมอยู่ในสังคมนั้นๆ
2. จิตที่ส่งออกไปยึดโยงเอาไว้ในอนาคตกาล --> ตำแหน่งงานที่คุณแม่คิดว่าลูกควรจะได้ไปทำ ซึ่งจะทำให้อนาคตของลูกมั่นคง และคุณแม่หวังว่ามันจะนำมาซึ่งความสุขของคุณลูก โดยไม่คำนึงว่าคุณลูกจะชอบมันหรือไม่
แต่คุณลูกนั้นดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ และพูดจาก แหล่งปฐมจิต (The Source) ของตนเอง คุณลูกจึงมิได้มีความวิตกกังวลใดๆ ไม่หวั่นไหวต่อค่านิยมของสังคม เพราะคุณลูกรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไร ให้ใคร เพื่ออะไร เป็นการทำงานที่ก้นตัวยู หรือ Presencing คุณลูกเปิดเพื่อให้อนาคตที่ดีงามที่สุดได้คลี่คลายออกมาด้วยตัวของมันเอง
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสนทนานี้จึงเป็นการสนทนาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ไม่รังสรรค์ให้เกิดความหมายลึกซึ้งของการดำรงอยู่ การสนทนาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ปกติน่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ต่ำกว่า 90% จึงไม่แปลกที่มนุษย์จะสร้างความไร้สำนึกร่วมที่เป็น Shadow-U หรือเงาของตัวยู หรือตัวหน้าบึ้ง (ลองนึกภาพตัวยูกลับหัว) ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การทำลายล้าง และนำไปสู่ Absencing สภาวะที่ไม่รู้ว่าตนเป็นใคร เกิดมาทำไมในโลกนี้ เป็นสภาพหลักลอยแห่งจิตใจ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่รอวันประหาร แต่ได้รับอนุญาติให้ดื่มกินได้อย่างสำราญในวันสุดท้ายก่อนจะนำไปยิงเป้า ต่างกันนิดหนึ่งที่ว่าพวกเราไม่รู้ว่าเราจะถูกนำไปประหาร ก็เลยมีความสำราญอิ่มหนำกับอาหาร ความบันเทิง และวัตถุที่พวกเราสรรหามาปรนเปรอให้กับตัวตนเทียม (Egoic Mind) ของเราจนอิ่มแปล้
โจทย์ที่ยิ่งใหญ่ก็คือแล้วกระบวนกรจะนำความเปลี่ยนแปลงไปสู่ครอบครัวของเรา หรือคนที่เรารักได้อย่างไร? เพื่อที่จะยกระดับความรักของเราไปสู่ความรักแบบจิตใหญ่ ไร้ซึ่งการสร้างกรรมเวรต่อกัน และนำไปสู่สันติภาพที่แท้ภายในใจของพวกเรา.
แม่ "ดีแล้ว เดี๋ยวต่อไปจะได้ไปสมัครงานที่นั่นเลย"
ลูก "ไม่เอาหรอกแม่ มันไม่ใช่ความฝันของผม"
แม่ "..."
แม่ " แล้วอย่าลืมตัดผมให้เรียบร้อยด้วย"
ลูก "ก็คงไปอย่างที่เป็นอยู่นั่นแหละแม่"
แม่ "นั่นแหละ แม่ว่าตัดผมให้เรียบร้อยด้วยก็ดีนะ..."
บทสนทนาแบบนี้ ก็คงจะยังเกิดขึ้นกับแม่กับลูกต่อไปตามปกติ ในครอบครัวส่วนใหญ่ในสังคมไทย ในสังคมโลก การสนทนาแบบนี้หากเฝ้าสังเกตุดูจะพบว่า ทั้งสองคนสนทนามาจากแหล่งภายในที่แตกต่างกัน คุณแม่ยังคง Downloading หรือมีพฤติกรรมที่ถูกบงการมาจากอดีต ที่ยังค้นไม่เจอว่าคุณความดีความงามของมนุษย์นั้นแท้จริงมีอยู่ภายในตัวคุณลูกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากคุณแม่ยังติดอยู่ใน Phantom Self หรือ ตัวตนเทียมๆ ที่พยายามดำรงอยู่กับ
1. อดีต --> การตัดผมให้เรียบร้อย เป็นค่านิยมที่คุณแม่ยึดถือ ค่านิยมนั้นสร้างบนพื้นฐานของอดีตที่หลอมรวมอยู่ในสังคมนั้นๆ
2. จิตที่ส่งออกไปยึดโยงเอาไว้ในอนาคตกาล --> ตำแหน่งงานที่คุณแม่คิดว่าลูกควรจะได้ไปทำ ซึ่งจะทำให้อนาคตของลูกมั่นคง และคุณแม่หวังว่ามันจะนำมาซึ่งความสุขของคุณลูก โดยไม่คำนึงว่าคุณลูกจะชอบมันหรือไม่
แต่คุณลูกนั้นดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ และพูดจาก แหล่งปฐมจิต (The Source) ของตนเอง คุณลูกจึงมิได้มีความวิตกกังวลใดๆ ไม่หวั่นไหวต่อค่านิยมของสังคม เพราะคุณลูกรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไร ให้ใคร เพื่ออะไร เป็นการทำงานที่ก้นตัวยู หรือ Presencing คุณลูกเปิดเพื่อให้อนาคตที่ดีงามที่สุดได้คลี่คลายออกมาด้วยตัวของมันเอง
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสนทนานี้จึงเป็นการสนทนาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ไม่รังสรรค์ให้เกิดความหมายลึกซึ้งของการดำรงอยู่ การสนทนาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ปกติน่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ต่ำกว่า 90% จึงไม่แปลกที่มนุษย์จะสร้างความไร้สำนึกร่วมที่เป็น Shadow-U หรือเงาของตัวยู หรือตัวหน้าบึ้ง (ลองนึกภาพตัวยูกลับหัว) ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การทำลายล้าง และนำไปสู่ Absencing สภาวะที่ไม่รู้ว่าตนเป็นใคร เกิดมาทำไมในโลกนี้ เป็นสภาพหลักลอยแห่งจิตใจ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่รอวันประหาร แต่ได้รับอนุญาติให้ดื่มกินได้อย่างสำราญในวันสุดท้ายก่อนจะนำไปยิงเป้า ต่างกันนิดหนึ่งที่ว่าพวกเราไม่รู้ว่าเราจะถูกนำไปประหาร ก็เลยมีความสำราญอิ่มหนำกับอาหาร ความบันเทิง และวัตถุที่พวกเราสรรหามาปรนเปรอให้กับตัวตนเทียม (Egoic Mind) ของเราจนอิ่มแปล้
โจทย์ที่ยิ่งใหญ่ก็คือแล้วกระบวนกรจะนำความเปลี่ยนแปลงไปสู่ครอบครัวของเรา หรือคนที่เรารักได้อย่างไร? เพื่อที่จะยกระดับความรักของเราไปสู่ความรักแบบจิตใหญ่ ไร้ซึ่งการสร้างกรรมเวรต่อกัน และนำไปสู่สันติภาพที่แท้ภายในใจของพวกเรา.