ความเชื่อ และจินตนาการ
จากตอนที่แล้วที่ผมได้เกริ่นเรื่องของ "อาวุธนักแสดง" เอาไว้บ้าง สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำทฤษฏีมาลงสู่การปฏิบัติที่ผมคิดว่านี่ก็เป็น จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมะขามป้อม การนำลงสู่การฝึกฝนทักษะของนักแสดงนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักการละครจะนิยมใช้เกมส์ หรือแบบฝึกหัดการแสดง และมักจะเรียกทับศัพท์ว่าเป็น เอ็กเซอร์ไซส์ แบบฝึกหัดเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าให้ทำอะไร และมักจะใช้เวลาไม่มากส่วนใหญ่ก็อยู่ในราวๆ 10-30 นาที ต่อ หนึ่งแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดแทบทุกแบบฝึกหัดนั้นต้องการการมีส่วนร่วมของนักแสดง ส่วนใหญ่จะเน้นการ "ลงมือทำ" ไม่ใช่คิดอยู่ในหัว บางครั้งแบบฝึกหัดอาจจะต้องการผลที่เห็นชัดเจนเช่นเป็นผลแพ้ชนะ ซึ่งบางครั้งเราก็เรียกแบบฝึกหัดแบบนั้นว่าเป็น เกมส์การแสดง แต่บางครั้งก็ไม่ได้เห็นชัดเจนนัก เพราะอาจจะมีจุดประสงค์ให้นักแสดงได้ลอง ได้ทำ ได้มีประสบการณ์ ได้คุ้นเคยกับความรู้สึก การรับรู้ในมิติต่างๆที่กว้างขวางขึ้นกว่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
การ "ลงมือทำ" เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการฝึกการแสดง การลงมือทำในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว การใช้จินตนาการเองก็เรียกว่าเป็นการลงมือทำ หรือจะเรียกว่าลงมือปฏิบัติได้เหมือนกัน การเรียนรู้ทักษะของการเป็นนักแสดงนั้นจะทำไม่ได้เลยหากไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จะคิดเองในหัว หรือจะฟังเขาเล่ามาก็ไม่ได้ทั้งนั้น การลงมือทำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเป็นนักแสดง กฤษณะมูรติได้เคยกล่าวว่าสังคมของเราในสมัยนี้เป็นการยากมากที่เราจะได้ลงมือทำ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะใช้ชีวิตของเรา เป็นชีวิตแบบ "มือสอง" คือเราไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆเลย เรารับรู้เรื่องความรักผ่านจอโทรทัศน์ จากภาพยนตร์ แล้วเราก็ไปคิดว่านั่นคือการแสดงออกของความรัก เราอ่านหนังสือเพื่อซึมซับเอาความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและจิตวิญญานของจอมยุทธ์จากนิยายกำลังภายใน เราซึบซับ และทราบซึ้งถึงความเป็นลูกผู้ชายใจนักเลงเมื่อเราได้อ่านหนังสือเรื่อง "เสือดำ" ของ ป. อินทรปาลิต แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียง "ประสบการณ์มือสอง" เพราะเราไม่ได้ "ลงมือทำ" นั่นเอง ที่สถาบันขวัญเมือง เชียงราย เรียกความรู้มือสองเหล่านี้ว่าเป็นความรู้แบบ Semantics ยังไม่ซึมผ่านการใช้ชีวิตของเราจนกลายเป็นความรู้แบบ Episodic ที่อยู่ในเนื้อในตัวของเรา
แบบฝึกหัดการแสดงอันหนึ่งที่มะขามป้อมนำมาใช้ และผมคิดว่าได้ผลดีมากคือการฝึกเรื่องของการสร้างจิตนาการ และความเชื่อ วิธีการก็ง่ายๆพี่เลี้ยงจะกำหนดสิ่งของให้หนึ่งอย่าง อาจจะเป็น ฝาชี ไม้กระบอง ขวดน้ำ ม้านั่ง หรือกล่องอะไรสักอย่าง ควรจะมีขนาดไม่เล็กจนเกินไป และมีลักษณะพื้นฐานง่ายๆเช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยม หรือเป็นแท่งยาว ฯลฯ จากนั้นก็ให้นักแสดงออกมาหยิบจับวัตถุสิ่งของนั้น โดยใช้จินตนาการกำหนดไว้ในใจก่อนว่าจะให้วัตถุนั้นเป็นอะไร และขั้นที่สองก็คือใช้ "ความเชื่อ" ของเรามองผ่านลักษณะทางกายภาพของมัน และนำเอาวัตถุในจินตนาการของเรามาสวมทับลงไปให้พอดี ขั้นสุดท้ายก็คือลองปฏิสัมพันธ์กับวัตถุนั้นราวกับว่ามันได้กลายไปเป็น วัตถุในจินตนาการของเราอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว คำอธิบายนี้อาจจะดูเยิ่นเย้อ ผมจะยกตัวอย่างว่าถ้าหากโจทย์ให้ 'ม้านั่ง' เรามาหนึ่งตัว แล้วเราจินตนาการว่าม้านั่นนั้นคือกระจกส่องหน้าของเรา เราจะค่อยๆเข้าไปหาม้านั่นและจัดแจงวางมันในตำแหน่งที่เราคิดว่ากระจกส่องหน้าของเราจะอยู่ และจากนั้นเราก็อาจจะจัดทรงผม หรือแต่งหน้าของเราโดยมองเข้าไปที่ม้านั่งประหนึ่งว่ามันคือกระจกส่องหน้าของเรา ฟังดูแล้วน่าสนุกไม่น้อย และเมื่อนำมาใช้จริงก็พบว่าน้องๆที่มาเข้าค่ายหลายคนสนุกสนานกับแบบฝึกหัดนี้มาก แบบฝึกหัดนี้แท้จริงซับซ้อนมาก เพราะนอกจากเราจะต้องฝึกใช้จินตนาการที่มาจากการใช้งานสมองซีกขวาแล้ว เรายังต้องนำจินตนาการนั้นให้มาเชื่อมต่อกับโลกของความเป็นจริงให้ได้ เด็กที่ไม่เคยคิดหลุดกรอบเลย จะพบว่าแบบฝึกหัดนี้ทำได้ยาก และสำหรับผู้ใหญ่แล้วยิ่งยากใหญ่ เพราะความคิดของเราจะผูกพันกับตรรกะในแบบวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่า (Classic Science) มากจนเกินไป การเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นั้นได้ทำให้เราได้ละทิ้งความสามารถในการใช้จินตนาการของเราไปไม่น้อย การเชื่อว่าลูกโป่งที่อยู่ข้างหน้าเรานั้นเป็นลูกหินที่หนักอึ้ง ย่อมจะสร้างความขัดแย้งในใจของเราอย่างมากมาย เพราะเราทำใจให้เชื่อไม่ได้ว่าลูกโป่งคือก้อนหิน มันผิดหลักวิทยาศาสตร์! มันพิสูจน์ไม่ได้! เราจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผู้ใหญ่หลายๆคนสูญเสียความสามารถใน "การเชื่อ" อะไรๆก็ไม่เชื่อเอาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ หรือมีหลักฐานที่ยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาจึงไม่ค่อย "น่ารัก" เท่าไหร่ เพราะพวกเขาได้ละทิ้งโลกแห่งเทพนิยายไปเสียจนหมดสิ้น และมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตนต้องมาเล่านิทานให้ลูกฟัง!
"ความเชื่อ" นั้นก่อให้เกิดพลัง มันเป็นเรื่องเดียวกับ "วิสัยทัศน์" ที่เราพูดกันมากในองค์กรต่างๆ ถ้าหากทุกๆวันเราถูกบีบบังคับให้อยู่บนโลกแห่งความจริง เราก็จงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทุกวันนี้เราจะหาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้น้อยลงทุกวัน เพราะกว่าพวกเขาจะเติบโตจากเด็กจนโตเราก็ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ คุณครู เพื่อนบ้าง สังคม ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการ "ฆ่าฟัน" ความฝันของหนูน้อยเหล่านั้น เพราะเรากลัว เราไม่แน่ใจว่า "เด็กช่างฝัน" จะอยู่รอดได้ในสังคมที่โหดร้าย เราจึงได้ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนเขาให้แกร่ง ให้ด้านชา ให้ไม่สะทกสะท้าน แล้วสุดท้ายเราก็ได้สร้างผู้ใหญ่ที่ละทิ้งความฝันเพิ่มขึ้นมาบนโลกอีกหนึ่งคน และเราก็สร้างได้เพียง "ผู้ตามชั้นเลว" ที่ทำงานไปวันๆอย่างไม่มีความสุข ขาดความคิดริเริ่ม เพราะพวกเขาขาด "ความฝัน" นั่นเอง
เมื่อมีความฝัน และความเชื่อ ละครก็ยังได้ให้ "การลงมือทำ" เพื่อให้เยาวชนได้มีประสบการณ์ตรง และนี่คือการสร้างสมดุลให้กับชีวิตของเขา ในโลกที่เด็กใช้ชีวิตของเขาบนโลกไซเบอร์ จะมีอะไรที่ดีกว่านี้ในการดึงให้พวกเขาได้มาทดลองมีประสบการณ์ตรง ด้วยประสาทสัมผัสทุกๆส่วน แทนที่จะมีประสบการณ์ชีวิตในแบบเสมือนจริงผ่านเมาส์คลิก?
วิจักษณ์ พานิช ได้พูดถึงการลงมือทำเอาไว้มากในหนังสือของเขา "เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" เขาได้เรียกมันว่าเป็นการ "กระโดดลงเหว" ซึ่งหมายความถึงการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างถวายตัว อย่างถึงแก่น อย่างศิโรราบกับมัน การเรียนละครเป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้การศิโรราบอย่างมาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การทำตามๆไปตามตัวอย่างเท่านั้น ผู้เรียนจะต้องมีการทำงานจากภายในตนเองด้วย สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์อาจจะคิดว่าไม่จริง คิดว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะสร้างความเป็นจริงภายนอก เสแสร้งแสดงอะไรบางอย่าง แล้วผู้คนก็จะโอนอ่อนสั่นคลอนไปตามบทบาทที่เขาเล่น แต่นั่นอาจจะใช้ได้กับละครเพียงบางประเภทเท่านั้น และในระยะยาวแล้วเขาจะพบว่าการเสแสร้งจะไม่สร้างเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ซื่อตรงกับความรู้สึกภายในของตนเองมาตั้งแต่แรก
วิจักษณ์ได้พูดถึงการ "ไม่ติดดี" หรือการไม่ติดภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นการยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตาของฉันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องทำ และนี่คือสิ่งที่ฉันจะไม่ทำ "ความดี" ในที่นี้มาจากการตัดสินของเสียงของสังคมส่วนใหญ่ มนุษย์เราส่วนใหญ่คุ้นชินกับการถูกตัดสินมาตลอดชีวิต ถูก ผิด ดี เลว เหล่านี้ ล้วนมาจากนอกตัวเราเสียทั้งสิ้น บางครั้งเราจึงพอใจที่จะใช้ชีวิตที่ "กลวง" มากกว่าที่จะใช้เวลาใคร่ครวญกับตนเอง ฟังเสียงภายในตัวเองอย่างจริงจังเพื่อให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตัวฉันเองต้องการอะไรแน่? คนที่หัดเล่นละครส่วนใหญ่จะต้องโดนเขกกระโหลกตรงนี้เสียก่อนจึงจะไปต่อได้ เขาจะต้องได้เรียนรู้ที่จะ "ย้ายบ้านของเขาเข้ามาไว้ในตัวเอง" นั่นคือการลืมให้หมดว่าภาพที่คนอื่นต้องการให้ฉันเป็นคืออะไร เพราะถ้าหากไม่ลืมเสียแล้ว โอกาสที่จะเล่นละครได้ดีเป็นไปได้น้อยมาก เพราะการเล่นละครนั้นต้องการ "ความเป็นคน" สูง เพราะละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองว่าต้องการอะไรตลอดเวลา! ภาษาในแวดวงเราเรียกว่า "Motivation" บางคนถึงกับงงเมื่อได้รับทราบความจริงในข้อนี้ เพราะตลอดชีวิตไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตนต้องการอะไร? พวกเราทุกคนคงจะเคยมีเพื่อนอย่างน้อยก็คนสองคนที่เล่นบท นางฟ้าผู้เสียสละตลอดเวลา และเฝ้าปฏิเสธความต้องการของตนเอง ฝัง กลบ และเผา จนเมื่อถึงเวลาที่ละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองก็เลยถึงกับอึ้ง! เมื่อได้รู้ว่าจริงๆแล้วฉันก็เป็นจอมมารคนหนึ่งเหมือนกัน ฉันมีกิเลสมากมายไม่ต่างกับคนที่ฉันเคยนินทาว่ากล่าวเหมือนกัน แต่รู้แล้วก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะนั่นเป็นบันไดขั้นแรกของการข้ามพ้นแบบแผนเดิมๆ "เทปม้วนเก่า" ที่ควบคุมกุมชะตาชีวิตของเรามานานจนเกินไปแล้ว ไปสู่ชีวิตใหม่ที่อิสระเสรีกว่า
เชื่อหรือเปล่า?
จากตอนที่แล้วที่ผมได้เกริ่นเรื่องของ "อาวุธนักแสดง" เอาไว้บ้าง สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำทฤษฏีมาลงสู่การปฏิบัติที่ผมคิดว่านี่ก็เป็น จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมะขามป้อม การนำลงสู่การฝึกฝนทักษะของนักแสดงนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักการละครจะนิยมใช้เกมส์ หรือแบบฝึกหัดการแสดง และมักจะเรียกทับศัพท์ว่าเป็น เอ็กเซอร์ไซส์ แบบฝึกหัดเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าให้ทำอะไร และมักจะใช้เวลาไม่มากส่วนใหญ่ก็อยู่ในราวๆ 10-30 นาที ต่อ หนึ่งแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดแทบทุกแบบฝึกหัดนั้นต้องการการมีส่วนร่วมของนักแสดง ส่วนใหญ่จะเน้นการ "ลงมือทำ" ไม่ใช่คิดอยู่ในหัว บางครั้งแบบฝึกหัดอาจจะต้องการผลที่เห็นชัดเจนเช่นเป็นผลแพ้ชนะ ซึ่งบางครั้งเราก็เรียกแบบฝึกหัดแบบนั้นว่าเป็น เกมส์การแสดง แต่บางครั้งก็ไม่ได้เห็นชัดเจนนัก เพราะอาจจะมีจุดประสงค์ให้นักแสดงได้ลอง ได้ทำ ได้มีประสบการณ์ ได้คุ้นเคยกับความรู้สึก การรับรู้ในมิติต่างๆที่กว้างขวางขึ้นกว่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
การ "ลงมือทำ" เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการฝึกการแสดง การลงมือทำในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว การใช้จินตนาการเองก็เรียกว่าเป็นการลงมือทำ หรือจะเรียกว่าลงมือปฏิบัติได้เหมือนกัน การเรียนรู้ทักษะของการเป็นนักแสดงนั้นจะทำไม่ได้เลยหากไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จะคิดเองในหัว หรือจะฟังเขาเล่ามาก็ไม่ได้ทั้งนั้น การลงมือทำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเป็นนักแสดง กฤษณะมูรติได้เคยกล่าวว่าสังคมของเราในสมัยนี้เป็นการยากมากที่เราจะได้ลงมือทำ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะใช้ชีวิตของเรา เป็นชีวิตแบบ "มือสอง" คือเราไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆเลย เรารับรู้เรื่องความรักผ่านจอโทรทัศน์ จากภาพยนตร์ แล้วเราก็ไปคิดว่านั่นคือการแสดงออกของความรัก เราอ่านหนังสือเพื่อซึมซับเอาความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและจิตวิญญานของจอมยุทธ์จากนิยายกำลังภายใน เราซึบซับ และทราบซึ้งถึงความเป็นลูกผู้ชายใจนักเลงเมื่อเราได้อ่านหนังสือเรื่อง "เสือดำ" ของ ป. อินทรปาลิต แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียง "ประสบการณ์มือสอง" เพราะเราไม่ได้ "ลงมือทำ" นั่นเอง ที่สถาบันขวัญเมือง เชียงราย เรียกความรู้มือสองเหล่านี้ว่าเป็นความรู้แบบ Semantics ยังไม่ซึมผ่านการใช้ชีวิตของเราจนกลายเป็นความรู้แบบ Episodic ที่อยู่ในเนื้อในตัวของเรา
แบบฝึกหัดการแสดงอันหนึ่งที่มะขามป้อมนำมาใช้ และผมคิดว่าได้ผลดีมากคือการฝึกเรื่องของการสร้างจิตนาการ และความเชื่อ วิธีการก็ง่ายๆพี่เลี้ยงจะกำหนดสิ่งของให้หนึ่งอย่าง อาจจะเป็น ฝาชี ไม้กระบอง ขวดน้ำ ม้านั่ง หรือกล่องอะไรสักอย่าง ควรจะมีขนาดไม่เล็กจนเกินไป และมีลักษณะพื้นฐานง่ายๆเช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยม หรือเป็นแท่งยาว ฯลฯ จากนั้นก็ให้นักแสดงออกมาหยิบจับวัตถุสิ่งของนั้น โดยใช้จินตนาการกำหนดไว้ในใจก่อนว่าจะให้วัตถุนั้นเป็นอะไร และขั้นที่สองก็คือใช้ "ความเชื่อ" ของเรามองผ่านลักษณะทางกายภาพของมัน และนำเอาวัตถุในจินตนาการของเรามาสวมทับลงไปให้พอดี ขั้นสุดท้ายก็คือลองปฏิสัมพันธ์กับวัตถุนั้นราวกับว่ามันได้กลายไปเป็น วัตถุในจินตนาการของเราอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว คำอธิบายนี้อาจจะดูเยิ่นเย้อ ผมจะยกตัวอย่างว่าถ้าหากโจทย์ให้ 'ม้านั่ง' เรามาหนึ่งตัว แล้วเราจินตนาการว่าม้านั่นนั้นคือกระจกส่องหน้าของเรา เราจะค่อยๆเข้าไปหาม้านั่นและจัดแจงวางมันในตำแหน่งที่เราคิดว่ากระจกส่องหน้าของเราจะอยู่ และจากนั้นเราก็อาจจะจัดทรงผม หรือแต่งหน้าของเราโดยมองเข้าไปที่ม้านั่งประหนึ่งว่ามันคือกระจกส่องหน้าของเรา ฟังดูแล้วน่าสนุกไม่น้อย และเมื่อนำมาใช้จริงก็พบว่าน้องๆที่มาเข้าค่ายหลายคนสนุกสนานกับแบบฝึกหัดนี้มาก แบบฝึกหัดนี้แท้จริงซับซ้อนมาก เพราะนอกจากเราจะต้องฝึกใช้จินตนาการที่มาจากการใช้งานสมองซีกขวาแล้ว เรายังต้องนำจินตนาการนั้นให้มาเชื่อมต่อกับโลกของความเป็นจริงให้ได้ เด็กที่ไม่เคยคิดหลุดกรอบเลย จะพบว่าแบบฝึกหัดนี้ทำได้ยาก และสำหรับผู้ใหญ่แล้วยิ่งยากใหญ่ เพราะความคิดของเราจะผูกพันกับตรรกะในแบบวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่า (Classic Science) มากจนเกินไป การเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นั้นได้ทำให้เราได้ละทิ้งความสามารถในการใช้จินตนาการของเราไปไม่น้อย การเชื่อว่าลูกโป่งที่อยู่ข้างหน้าเรานั้นเป็นลูกหินที่หนักอึ้ง ย่อมจะสร้างความขัดแย้งในใจของเราอย่างมากมาย เพราะเราทำใจให้เชื่อไม่ได้ว่าลูกโป่งคือก้อนหิน มันผิดหลักวิทยาศาสตร์! มันพิสูจน์ไม่ได้! เราจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผู้ใหญ่หลายๆคนสูญเสียความสามารถใน "การเชื่อ" อะไรๆก็ไม่เชื่อเอาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ หรือมีหลักฐานที่ยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาจึงไม่ค่อย "น่ารัก" เท่าไหร่ เพราะพวกเขาได้ละทิ้งโลกแห่งเทพนิยายไปเสียจนหมดสิ้น และมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตนต้องมาเล่านิทานให้ลูกฟัง!
"ความเชื่อ" นั้นก่อให้เกิดพลัง มันเป็นเรื่องเดียวกับ "วิสัยทัศน์" ที่เราพูดกันมากในองค์กรต่างๆ ถ้าหากทุกๆวันเราถูกบีบบังคับให้อยู่บนโลกแห่งความจริง เราก็จงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทุกวันนี้เราจะหาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้น้อยลงทุกวัน เพราะกว่าพวกเขาจะเติบโตจากเด็กจนโตเราก็ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ คุณครู เพื่อนบ้าง สังคม ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการ "ฆ่าฟัน" ความฝันของหนูน้อยเหล่านั้น เพราะเรากลัว เราไม่แน่ใจว่า "เด็กช่างฝัน" จะอยู่รอดได้ในสังคมที่โหดร้าย เราจึงได้ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนเขาให้แกร่ง ให้ด้านชา ให้ไม่สะทกสะท้าน แล้วสุดท้ายเราก็ได้สร้างผู้ใหญ่ที่ละทิ้งความฝันเพิ่มขึ้นมาบนโลกอีกหนึ่งคน และเราก็สร้างได้เพียง "ผู้ตามชั้นเลว" ที่ทำงานไปวันๆอย่างไม่มีความสุข ขาดความคิดริเริ่ม เพราะพวกเขาขาด "ความฝัน" นั่นเอง
เมื่อมีความฝัน และความเชื่อ ละครก็ยังได้ให้ "การลงมือทำ" เพื่อให้เยาวชนได้มีประสบการณ์ตรง และนี่คือการสร้างสมดุลให้กับชีวิตของเขา ในโลกที่เด็กใช้ชีวิตของเขาบนโลกไซเบอร์ จะมีอะไรที่ดีกว่านี้ในการดึงให้พวกเขาได้มาทดลองมีประสบการณ์ตรง ด้วยประสาทสัมผัสทุกๆส่วน แทนที่จะมีประสบการณ์ชีวิตในแบบเสมือนจริงผ่านเมาส์คลิก?
วิจักษณ์ พานิช ได้พูดถึงการลงมือทำเอาไว้มากในหนังสือของเขา "เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" เขาได้เรียกมันว่าเป็นการ "กระโดดลงเหว" ซึ่งหมายความถึงการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างถวายตัว อย่างถึงแก่น อย่างศิโรราบกับมัน การเรียนละครเป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้การศิโรราบอย่างมาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การทำตามๆไปตามตัวอย่างเท่านั้น ผู้เรียนจะต้องมีการทำงานจากภายในตนเองด้วย สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์อาจจะคิดว่าไม่จริง คิดว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะสร้างความเป็นจริงภายนอก เสแสร้งแสดงอะไรบางอย่าง แล้วผู้คนก็จะโอนอ่อนสั่นคลอนไปตามบทบาทที่เขาเล่น แต่นั่นอาจจะใช้ได้กับละครเพียงบางประเภทเท่านั้น และในระยะยาวแล้วเขาจะพบว่าการเสแสร้งจะไม่สร้างเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ซื่อตรงกับความรู้สึกภายในของตนเองมาตั้งแต่แรก
วิจักษณ์ได้พูดถึงการ "ไม่ติดดี" หรือการไม่ติดภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นการยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตาของฉันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องทำ และนี่คือสิ่งที่ฉันจะไม่ทำ "ความดี" ในที่นี้มาจากการตัดสินของเสียงของสังคมส่วนใหญ่ มนุษย์เราส่วนใหญ่คุ้นชินกับการถูกตัดสินมาตลอดชีวิต ถูก ผิด ดี เลว เหล่านี้ ล้วนมาจากนอกตัวเราเสียทั้งสิ้น บางครั้งเราจึงพอใจที่จะใช้ชีวิตที่ "กลวง" มากกว่าที่จะใช้เวลาใคร่ครวญกับตนเอง ฟังเสียงภายในตัวเองอย่างจริงจังเพื่อให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตัวฉันเองต้องการอะไรแน่? คนที่หัดเล่นละครส่วนใหญ่จะต้องโดนเขกกระโหลกตรงนี้เสียก่อนจึงจะไปต่อได้ เขาจะต้องได้เรียนรู้ที่จะ "ย้ายบ้านของเขาเข้ามาไว้ในตัวเอง" นั่นคือการลืมให้หมดว่าภาพที่คนอื่นต้องการให้ฉันเป็นคืออะไร เพราะถ้าหากไม่ลืมเสียแล้ว โอกาสที่จะเล่นละครได้ดีเป็นไปได้น้อยมาก เพราะการเล่นละครนั้นต้องการ "ความเป็นคน" สูง เพราะละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองว่าต้องการอะไรตลอดเวลา! ภาษาในแวดวงเราเรียกว่า "Motivation" บางคนถึงกับงงเมื่อได้รับทราบความจริงในข้อนี้ เพราะตลอดชีวิตไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตนต้องการอะไร? พวกเราทุกคนคงจะเคยมีเพื่อนอย่างน้อยก็คนสองคนที่เล่นบท นางฟ้าผู้เสียสละตลอดเวลา และเฝ้าปฏิเสธความต้องการของตนเอง ฝัง กลบ และเผา จนเมื่อถึงเวลาที่ละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองก็เลยถึงกับอึ้ง! เมื่อได้รู้ว่าจริงๆแล้วฉันก็เป็นจอมมารคนหนึ่งเหมือนกัน ฉันมีกิเลสมากมายไม่ต่างกับคนที่ฉันเคยนินทาว่ากล่าวเหมือนกัน แต่รู้แล้วก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะนั่นเป็นบันไดขั้นแรกของการข้ามพ้นแบบแผนเดิมๆ "เทปม้วนเก่า" ที่ควบคุมกุมชะตาชีวิตของเรามานานจนเกินไปแล้ว ไปสู่ชีวิตใหม่ที่อิสระเสรีกว่า
เชื่อหรือเปล่า?
edit @ 7 May 2008 10:07:06 by ตัวร้าย