2008/May/01

วันนี้เป็นวันที่สองของการทำค่าย เด็กจากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศประมาณ 50 คน ผ่านการคัดเลือกเข้ามาในค่าย โดยให้เขียนเรียงความสั้นๆว่าเพราะเหตุใดจึงอยากจะมาเข้าค่ายละคร ก๋วยเล่าให้ฟังว่าเรียงความนั้นวัดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการใช้คัดเลือกเด็ก เท่าที่เห็นก็จะคละกันไปทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ทั้งมัธยมต้นและปลาย มีกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่มาจากทางเหนือ สังเกตเวลาพูดจากันในวงเวลาทำกิจกรรม บางครั้งเด็กก็เผลอพูดคำเมืองไปบ้าง หรือบางส่วนก็มาจากเชียงดาวเองก็มี ผมดูรายชื่อคร่าวๆเห็นบางคนมาจากกรุงเทพ และมีอยู่คนที่มาไกลจากสงขลาทีเดียว คุยกับเจ้าหน้าที่ของ สสอน. ที่มาสังเกตการณ์ เขาก็ว่ามีเด็กอีกหลายคนที่มีความโดดเด่นแต่ไม่ได้มาสมัคร หรือสมัครมาแล้วต้องถอนตัวเพราะเหตุว่าพ่อแม่ผู้ปกครองกลัวผลการเรียนจะแข่งขันไม่ได้ จึงให้ไปเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมแทนการมาเข้าค่าย ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งเมื่อมีใครพูดถึงเรื่องการเรียนพิเศษช่วงปิดเทอม เพราะเคยเจอกับตัวเองเป็นเด็กนครสวรรค์ที่ไปเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมที่กรุงเทพ ผมไปเจอพวกเขากลุ่มหนึ่งที่กลับมาบ้านในช่วงปิดเทอม เข้าไปสอบถามได้รู้ว่าพวกเขากำลังมาเรียนพิเศษวิชาเคมี แล้วเมื่อเสร็จจากนี่ช่วงบ่ายจะมีเรียนเลข และวิชาอื่นๆอีก ผมถามว่าแล้วต้องเรียนไปถึงกี่โมง เขาว่าไปเสร็จเกือบทุ่ม ผมตกใจเพราะไม่นึกว่าการกลับบ้านช่วงปิดเทอมนั้นหมายถึงการกลับมาเรียนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ นึกถึงตัวเองสมัยนู้นมีเรียนพิเศษบ้างก็จริงแต่ก็ยังมีเวลามากมายให้เล่นสนุก ผมจำได้ว่าช่วงปิดเทอมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ เล่นกับเพื่อนๆ เรียนพิมพ์ดีด เลี้ยงปลาอะไรไปเรื่อย เราได้เรียน 'พิเศษ' ได้ความหมายที่ 'พิเศษ' จริงๆ ก็คือการเรียนรู้ที่มาจากความสนใจ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันแบบในสมัยนี้

 

    วันนี้เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสให้ความสนใจกับกระบวนการทำงานของค่ายมะขามป้อมอย่างจริงจัง มะขามป้อมเป็นคณะละครที่มีจิตวิญญานที่ผูกติดกับวิถีชาวบ้าน หลายครั้งคนในคณะจะถูกตอกย้ำความเป็นตัวตนของพวกเขาก็คือ "ลงมือทำเลย ไม่ต้องคิดมาก" การให้ความสำคัญกับพลังงานของการลงมือทำนั้นเป็นสิ่งที่เด่นชัดอย่างยิ่งของชุมชนนี้ ผมสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มีชีวิตชีวา การจัดกิจกรรมที่เน้นความสนุก เอะอะมะเทิ่ง ได้ยินเสียงหัวเราะ การเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับจะหลั่งไหลออกมาจากน้ำพุแห่งวัยเยาว์อันไม่มีที่สิ้นสุด และแน่นอนว่ากิจกรรมอย่างนี้จะต้องใช้พลังงานมหาศาล ผมเห็นพวกพี่เลี้ยงค่ายแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน เพราะจะต้องทำตัวเย้วๆไปกับน้องๆเพื่อสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวานี้

 

        เกมส์มากมายถูกนำมาใช้ในระหว่างรอยต่อของกิจกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือต่อเชื่อมกิจกรรมต่างๆเข้าหากัน เสียงเพลง "โมชิ อาโนเนะ" ยังดังก้องอยู่ในหัวผม เกมส์นี้จริงๆแล้วเป็นเกมส์เก่าแก่ที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยไปเป็นนักเรียนทุน AFS ที่อเมริกา แต่ได้ถูกดัดแปลงให้ใช้เพลงญี่ปุ่นแทนก็น่ารักไปอีกแบบ บรรดาพี่เลี้ยงค่ายดูจะรู้จักหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี และนำเกมส์ไปตามความถนัดของตน ท่าทีแห่งการเล่นสนุก แต่ลึกๆแล้วแฝงไว้ด้วยความจริงจังในหน้าที่การงาน พวกเขาไม่ได้เพียงแค่กำลัง "เล่น" สนุกอยู่แต่กำลังใช้หยาดเหงื่อแรงกายทุ่มเทลงไปในกิจกรรม ที่พวกเขารู้ว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่าในวันข้างหน้า

 

        เยาวชนผู้เข้าค่ายจะถูกแนะนำให้รู้จักกับ "อาวุธของนักแสดง" ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเบื้องหลังของการทำงานที่ได้มาจากการตกผลึก เป็นเพชรเม็ดงามของรุ่นพี่ๆที่มีประสบการณ์ตรง ในการทำงานบนเส้นทางสายนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของ August Boal ปรมาจารย์ด้านการละครเพื่อสังคมชาวบราซิล บวกเจือด้วยคราบไคลของความเป็น 'บ้านๆ' ของไทยในแนวคิดดังกล่าว "อาวุธของนักแสดง" นั้นบอกอย่างสั้นๆก็คือประกอบไปด้วย ร่างกาย, 5 senses (อายตนะ 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย) , ประสบการณ์, จินตนาการ, ความเชื่อ และสมาธิ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดอารมณ์ในการแสดงที่สมจริง ร่างกายในความหมายนี้คงใช้ในแง่ของการเป็น 'บ้าน' ของอายตนะ ทั้ง 5 ซึ่งถ้าเปรียบในศาสนาพุทธก็คือ รูปกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุ 4 ส่วน 5 senses ก็คืออาตยนะซึ่งจริงๆมี 6 อย่าง คือ ตา ปู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ของมะขามป้อมเอาแค่ 5 อย่างก่อนซึ่งการเข้าไปรับรู้ในอายตนะนี้ทางศาสนาก็เปรียบได้กับ วิญญาน ทั้ง 6 แบบ ส่วนประสบการณ์อาจจะเปรียบได้กับสัญญา ส่วนความเชื่อ รวมทั้งจินตนาการเปรียบได้กับสังขาร หรือจิตที่ไปปรุงแต่ง และท้ายสุดก็ก่อให้เกิดเป็นเวทนา หรืออารมณ์ที่ก่อเกิดขึ้น ถามว่าถ้าหากมาเปรียบเทียบกับคำสอนในศาสนาพุทธแบบนี้ ดูคล้ายกับจะบอกว่าละครเป็นสิ่งที่ไม่น่าเรียน ไม่น่าจะไปรู้ เพราะเหตุว่าไปกระตุ้นเหตุปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเหตุใดเราจึงไม่หลีกหนีกจากสิ่งเหล่านี้ แต่จะนำพาตนเองเข้าไปจมจ่อมกับการเริงระบำกับสิ่งที่เป็นสังโยชน์เหล่านี้ ก็คือขันธ์ 5 กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาน?

 

        สำหรับผมหากจะตอบคำถามนี้ ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีฝูงแกะไปเก็บเอาลูกเสือมาเลี้ยง พอมันเติบใหญ่มันก็นึกว่ามันคือแกะ แต่แท้จริงแล้วเมื่อมันบังเอิญได้สัมผัสถึงรสชาติของเลือด และเนื้อสดโดยบังเอิญมันก็พึ่งรู้ตัวว่ามันเป็นเสือ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณไม่ใช่เสือตัวนั้น? จริงๆทุกคนในโลกก็คือเสือตัวนั้นหรือเปล่า? ที่เราคิดว่าเราคือแกะผู้แสนดี เราไม่ทำชั่ว แต่แท้จริงแล้วเรากำลังปฏิเสธธรรมชาติของเรา และที่สำคัญที่สุดก็คือเราไม่ "รู้เท่าทัน" ธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเรา การเรียนละครก็คือการเปิดโอกาสให้เราได้ลองชิมเนื้อสด และเลือดสดๆ เพื่อที่จะดูว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเราเป็นอย่างไรกันแน่ ละครจะถอดถอนความเชื่อเก่าๆที่สังคมหรือครอบครัวเฝ้าสั่งสอน และพร่ำบอกว่าคุณเป็น ละครจะให้โอกาสกับคุณค้นหาตัวเองให้เจอว่าแท้จริงแล้วคุณเป็นเสือ หรือแกะกันแน่? เพราะคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นเสือ ไม่รู้ว่าศักยภาพที่แท้จริงของเขาถูกเก็บซ่อนอยู่ และสุดท้ายเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ในคราบของลูกแกะ อยู่อย่างหวาดกลัว และ "แหย" และพบว่าตนเองอยู่อย่างไร้ความมั่นใจ ไร้สุข เพราะลึกๆแล้วจิตใต้สำนึกจะคอยบอกเขาด้วยความฝัน คอยเตือนให้เขารู้ว่าจริงๆแล้วเขาคือใคร แต่เรากลับละเลยความฝัน ละเลยเสียงเตือนเล็กๆ สุกท้ายเราก็ไปหาทางออกด้วยสิ่งปลอบประโลมใจอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็น เงิน, วัตถุ, บุหรี่ เหล้า และสิ่งเสพติดต่างๆ

 

    ละครไม่ได้สอนให้คุณกลายมาเป็นคนชั่ว ตรงกันข้าม ละครเปิดโอกาสให้คุณมองเห็นตัวเองอย่างที่คุณเป็น เห็นทั้งด้านงดงาม และด้านอันน่ารังเกียจ ประเด็นสำคัญก็คือละครไม่ได้เปิดโอกาสให้คุณเพียงแค่เห็น แต่ยังให้ทักษะกับคุณในการ "รู้เท่าทัน" ตัวคุณเองอย่างมี "สติ" กระบวนการละครหากเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วจะนำพาตัวคุณเองไปสู่อิสรภาพอันแท้จริง เพราะมีโอกาสอย่างมากที่คุณจะไม่ดำเนินชีวิตไปอย่างหลุดลอยไปตามกระแสสังคม แต่ตรงกันข้ามเราจะมี "สติ" ที่จะเลือกตอบสนองกับเรื่องราวต่างๆ เป็น "นายเหนืออารมณ์" ไม่ใช่ตกเป็นทาสของมันอย่างเช่นทุกวันนี้

edit @ 1 May 2008 11:37:59 by ตัวร้าย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อาจารย์ ผมว่า "รู้เท่าทัน" มันไม่เห็นทัน ซักที ตามประสบการณ์จริงๆ ของตัวผมเองนะอาจารย์ ตอนที่มันรู้ มันก็เลยรู้สึกโกรธ คือ ตอนมันโกรธ มันไม่รู้ตัวว่ามันกำลังโกรธอยู่ มารู้เอาตอนหลังๆทั้งนั้นเลยครับ สงสัยฝึกมาผิด
#1  by  toto (118.172.117.100) At 2008-05-01 13:07, 
ไม่ผิดครับ ถูกต้องแล้ว ตามแนวทางของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้สอนให้ "ตามรู้-ตามดู" เพราะในขณะที่เราโกรธอันนั้นหมายความว่า "สติ" ขาดเรียบร้อยแล้ว เพราะใจเราจะรับรู้อารมณ์ได้เพียงทีละเรื่อง เวลาโกรธแล้วหลวงพ่อสอนให้มาตามรู้ว่า เมื่อสักครู่เราได้โกรธไปแล้ว แล้วถ้าหากมีอารมณ์อื่นแทรกเช่น โกรธตัวเองที่โกรธ หรือมาเสียใจที่โกรธ ก็ให้ตามรู้ไปอีกว่าเราเกิดอารมณ์มาแทรกซ้อน เมื่อเราตามรู้ ตามดูไปอย่างนี้ สักพักจะจดจำสภาวะต่างๆเหล่านี้ได้ ตัว "สติ" ก็จะเข้มแข็งขึ้น วันหลังเมื่อเราโกรธ เราก็จะรับรู้ได้เร็วขึ้น มีสติได้เร็วขึ้น แต่ที่บอกอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจุดหมายในการปฏิบัติธรรม คือต้องมีสติตลอดเวลา หรือให้บังคับตัวเองให้มี "สติ" เพราะ "สติ" เองก็เป็นของไม่เที่ยง เหมือนกับ "ความโกรธ" ก็ไม่เที่ยง มีเกิด มีดับ ไปเรื่อยๆ และท้ายสุดก็คือให้เห็นธรรม ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นของไม่เที่ยง


ใหม่ๆให้ฝึกเพียงแค่ว่าโกรธ รู้ว่า โกรธ, เสียใจ รู้ว่า เสียใจ, น้อยใจ รู้ว่า น้อยใจ, สนุก รู้ว่า สนุก อย่างนี้ไปก่อน ไม่ต้องไปรีบกด รีบบังคับ ตัวเองให้เลิกโกรธ เพราะเมื่อเราไปรู้ไปเห็นมัน มันก็จะค่อยๆดับไป หรืออ่อนแรงลงไปครับ
#2  by  ตัวร้าย At 2008-05-02 10:47, 
การตามดู ตามรู้ อย่างนี้ การแยกหรือจำแนกได้ คงอยู่ที่การรู้สึกตัว เมื่อมีการกระทบไม่ว่าเป็นเสียงถ้อยคำ หรือภาพ(ประสาทการรับรู้) ล้วนแล้วแต่อารมณ์ที่ต่อเนื่องนั้นๆ จุดแบ่งแยก หรือจำแนกมันเป็นเรื่องยุ่งๆพันกันมากๆ คงคิดเอาไม่ทันนะอาจารย์ คงจะรับรู้ได้จากความรู้สึก ผมอาจพยายามสื่อถึงอะไรที่ว่า ผมเปรียบสมองคล้ายๆระบบไดนาโม การทำงานระบบน่าจะมีพลังงานอยู่ก่อนแล้ว เมือการขยับหรือมีแรงผลัก ของพลังงานภายนอกจากสมองนะครับ พลังงานนั้นก็เกิดสัมพันนธ์กันเป็นวงจร ต่อเนื่อง เรื่องนี้ผมก็คิดคาดเดาเอาว่า น่าจะเป็นพันธนาการต่อชีวิตเราของวงจรนี้ พลังที่ไปกระตุ้นสมองให้ก่อพลังงานขึ้นเป็นพลังชีวิต แต่ว่า มีสิ่งที่สำคัญของกระบวนการเฝ้ามองสิ่งนี้ น่าจะมีระดับขั้นตอน ที่มากกว่าที่จะคิดเองทำเองได้ แต่ต้องทำด้วยตัวเอง และต้องมีผู้ที่รู้และเข้าใจในการเฝ้ามองระบบ ติดตามสอบถามถึงขั้นตอนและ สิ่งที่ได้สัมผัสมา อย่างต่อทีละขั้น ถ้าเหมารวมเอาทั้งหมดมันเป็นเรื่องยากสลับซับซ้อน ระดับ ทักษะที่ต่างกัน ของผู้ที่ชำนาญ กับผู้ฝึกใหม่ก็ยิ่งให้ความสำคัญต่อละเอียดมากนะ งานนี้คงเป็นเรื่องยาว นะอาจารย์ ผมก็กำลังฝึกหัดใหม่ๆอยู่นะ แต่สนใจถึงรายละเอียด ของการใส่ใจต่อขั้นตอน เพราะมีเพื่อนๆหลายคน บ่นว่าเรื่องนี้มันยากทำไม่ได้หรอก ทำไม่ได้ แต่พอพูดคุยกันนานๆถึงรู้ว่าเค้าอยากสงบไวๆ ทำแล้วต้องสงบเลย อีกคนก็ว่าไปในวัดพระท่านนำปฏิบัติก็สงบดี แต่มาถึงที่บ้านไม่เห็นมันสงบเลย ยุ่งอีกแล้ว อยากสงบอย่างอยู่ในวัด ผมก็บอกน่าจะไปบวชเลยนะ เพราะอยาก.. สงบนักมันเลยไปจากความรู้สึกสงบ ที่ว่ามาเนียผมก็เคยเป็นมา คืออยากจะสงบ
#3  by  toto (118.172.119.107) At 2008-05-02 15:35, 
ที่พูดมาว่าอยากจะสงบ ก็เห็นถึงความตั้งใจที่ดี อาจารย์ของผมพูดติดตลกว่า การปฏิบัตินั้นที่วัดทำง่ายที่สุด รองลงมาคือที่บ้าน และยากที่สุดคือการปฏิบัติในห้างสรรพสินค้า

ขอให้มีความเพียรอย่างนี้ต่อไป ถ้าตั้งใจแน่วแน่จริงสักวันจะประสบผลครับ
#4  by  ตัวร้าย At 2008-05-07 10:01, 

<< Home