วันนี้เป็นวันที่สองของการทำค่าย เด็กจากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศประมาณ 50 คน ผ่านการคัดเลือกเข้ามาในค่าย โดยให้เขียนเรียงความสั้นๆว่าเพราะเหตุใดจึงอยากจะมาเข้าค่ายละคร ก๋วยเล่าให้ฟังว่าเรียงความนั้นวัดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการใช้คัดเลือกเด็ก เท่าที่เห็นก็จะคละกันไปทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ทั้งมัธยมต้นและปลาย มีกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่มาจากทางเหนือ สังเกตเวลาพูดจากันในวงเวลาทำกิจกรรม บางครั้งเด็กก็เผลอพูดคำเมืองไปบ้าง หรือบางส่วนก็มาจากเชียงดาวเองก็มี ผมดูรายชื่อคร่าวๆเห็นบางคนมาจากกรุงเทพ และมีอยู่คนที่มาไกลจากสงขลาทีเดียว คุยกับเจ้าหน้าที่ของ สสอน. ที่มาสังเกตการณ์ เขาก็ว่ามีเด็กอีกหลายคนที่มีความโดดเด่นแต่ไม่ได้มาสมัคร หรือสมัครมาแล้วต้องถอนตัวเพราะเหตุว่าพ่อแม่ผู้ปกครองกลัวผลการเรียนจะแข่งขันไม่ได้ จึงให้ไปเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมแทนการมาเข้าค่าย ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งเมื่อมีใครพูดถึงเรื่องการเรียนพิเศษช่วงปิดเทอม เพราะเคยเจอกับตัวเองเป็นเด็กนครสวรรค์ที่ไปเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมที่กรุงเทพ ผมไปเจอพวกเขากลุ่มหนึ่งที่กลับมาบ้านในช่วงปิดเทอม เข้าไปสอบถามได้รู้ว่าพวกเขากำลังมาเรียนพิเศษวิชาเคมี แล้วเมื่อเสร็จจากนี่ช่วงบ่ายจะมีเรียนเลข และวิชาอื่นๆอีก ผมถามว่าแล้วต้องเรียนไปถึงกี่โมง เขาว่าไปเสร็จเกือบทุ่ม ผมตกใจเพราะไม่นึกว่าการกลับบ้านช่วงปิดเทอมนั้นหมายถึงการกลับมาเรียนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ นึกถึงตัวเองสมัยนู้นมีเรียนพิเศษบ้างก็จริงแต่ก็ยังมีเวลามากมายให้เล่นสนุก ผมจำได้ว่าช่วงปิดเทอมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ เล่นกับเพื่อนๆ เรียนพิมพ์ดีด เลี้ยงปลาอะไรไปเรื่อย เราได้เรียน 'พิเศษ' ได้ความหมายที่ 'พิเศษ' จริงๆ ก็คือการเรียนรู้ที่มาจากความสนใจ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันแบบในสมัยนี้
วันนี้เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสให้ความสนใจกับกระบวนการทำงานของค่ายมะขามป้อมอย่างจริงจัง มะขามป้อมเป็นคณะละครที่มีจิตวิญญานที่ผูกติดกับวิถีชาวบ้าน หลายครั้งคนในคณะจะถูกตอกย้ำความเป็นตัวตนของพวกเขาก็คือ "ลงมือทำเลย ไม่ต้องคิดมาก" การให้ความสำคัญกับพลังงานของการลงมือทำนั้นเป็นสิ่งที่เด่นชัดอย่างยิ่งของชุมชนนี้ ผมสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มีชีวิตชีวา การจัดกิจกรรมที่เน้นความสนุก เอะอะมะเทิ่ง ได้ยินเสียงหัวเราะ การเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับจะหลั่งไหลออกมาจากน้ำพุแห่งวัยเยาว์อันไม่มีที่สิ้นสุด และแน่นอนว่ากิจกรรมอย่างนี้จะต้องใช้พลังงานมหาศาล ผมเห็นพวกพี่เลี้ยงค่ายแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน เพราะจะต้องทำตัวเย้วๆไปกับน้องๆเพื่อสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวานี้
เกมส์มากมายถูกนำมาใช้ในระหว่างรอยต่อของกิจกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือต่อเชื่อมกิจกรรมต่างๆเข้าหากัน เสียงเพลง "โมชิ อาโนเนะ" ยังดังก้องอยู่ในหัวผม เกมส์นี้จริงๆแล้วเป็นเกมส์เก่าแก่ที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยไปเป็นนักเรียนทุน AFS ที่อเมริกา แต่ได้ถูกดัดแปลงให้ใช้เพลงญี่ปุ่นแทนก็น่ารักไปอีกแบบ บรรดาพี่เลี้ยงค่ายดูจะรู้จักหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี และนำเกมส์ไปตามความถนัดของตน ท่าทีแห่งการเล่นสนุก แต่ลึกๆแล้วแฝงไว้ด้วยความจริงจังในหน้าที่การงาน พวกเขาไม่ได้เพียงแค่กำลัง "เล่น" สนุกอยู่แต่กำลังใช้หยาดเหงื่อแรงกายทุ่มเทลงไปในกิจกรรม ที่พวกเขารู้ว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่าในวันข้างหน้า
เยาวชนผู้เข้าค่ายจะถูกแนะนำให้รู้จักกับ "อาวุธของนักแสดง" ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเบื้องหลังของการทำงานที่ได้มาจากการตกผลึก เป็นเพชรเม็ดงามของรุ่นพี่ๆที่มีประสบการณ์ตรง ในการทำงานบนเส้นทางสายนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของ August Boal ปรมาจารย์ด้านการละครเพื่อสังคมชาวบราซิล บวกเจือด้วยคราบไคลของความเป็น 'บ้านๆ' ของไทยในแนวคิดดังกล่าว "อาวุธของนักแสดง" นั้นบอกอย่างสั้นๆก็คือประกอบไปด้วย ร่างกาย, 5 senses (อายตนะ 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย) , ประสบการณ์, จินตนาการ, ความเชื่อ และสมาธิ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดอารมณ์ในการแสดงที่สมจริง ร่างกายในความหมายนี้คงใช้ในแง่ของการเป็น 'บ้าน' ของอายตนะ ทั้ง 5 ซึ่งถ้าเปรียบในศาสนาพุทธก็คือ รูปกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุ 4 ส่วน 5 senses ก็คืออาตยนะซึ่งจริงๆมี 6 อย่าง คือ ตา ปู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ของมะขามป้อมเอาแค่ 5 อย่างก่อนซึ่งการเข้าไปรับรู้ในอายตนะนี้ทางศาสนาก็เปรียบได้กับ วิญญาน ทั้ง 6 แบบ ส่วนประสบการณ์อาจจะเปรียบได้กับสัญญา ส่วนความเชื่อ รวมทั้งจินตนาการเปรียบได้กับสังขาร หรือจิตที่ไปปรุงแต่ง และท้ายสุดก็ก่อให้เกิดเป็นเวทนา หรืออารมณ์ที่ก่อเกิดขึ้น ถามว่าถ้าหากมาเปรียบเทียบกับคำสอนในศาสนาพุทธแบบนี้ ดูคล้ายกับจะบอกว่าละครเป็นสิ่งที่ไม่น่าเรียน ไม่น่าจะไปรู้ เพราะเหตุว่าไปกระตุ้นเหตุปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเหตุใดเราจึงไม่หลีกหนีกจากสิ่งเหล่านี้ แต่จะนำพาตนเองเข้าไปจมจ่อมกับการเริงระบำกับสิ่งที่เป็นสังโยชน์เหล่านี้ ก็คือขันธ์ 5 กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาน?
สำหรับผมหากจะตอบคำถามนี้ ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีฝูงแกะไปเก็บเอาลูกเสือมาเลี้ยง พอมันเติบใหญ่มันก็นึกว่ามันคือแกะ แต่แท้จริงแล้วเมื่อมันบังเอิญได้สัมผัสถึงรสชาติของเลือด และเนื้อสดโดยบังเอิญมันก็พึ่งรู้ตัวว่ามันเป็นเสือ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณไม่ใช่เสือตัวนั้น? จริงๆทุกคนในโลกก็คือเสือตัวนั้นหรือเปล่า? ที่เราคิดว่าเราคือแกะผู้แสนดี เราไม่ทำชั่ว แต่แท้จริงแล้วเรากำลังปฏิเสธธรรมชาติของเรา และที่สำคัญที่สุดก็คือเราไม่ "รู้เท่าทัน" ธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเรา การเรียนละครก็คือการเปิดโอกาสให้เราได้ลองชิมเนื้อสด และเลือดสดๆ เพื่อที่จะดูว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเราเป็นอย่างไรกันแน่ ละครจะถอดถอนความเชื่อเก่าๆที่สังคมหรือครอบครัวเฝ้าสั่งสอน และพร่ำบอกว่าคุณเป็น ละครจะให้โอกาสกับคุณค้นหาตัวเองให้เจอว่าแท้จริงแล้วคุณเป็นเสือ หรือแกะกันแน่? เพราะคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นเสือ ไม่รู้ว่าศักยภาพที่แท้จริงของเขาถูกเก็บซ่อนอยู่ และสุดท้ายเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ในคราบของลูกแกะ อยู่อย่างหวาดกลัว และ "แหย" และพบว่าตนเองอยู่อย่างไร้ความมั่นใจ ไร้สุข เพราะลึกๆแล้วจิตใต้สำนึกจะคอยบอกเขาด้วยความฝัน คอยเตือนให้เขารู้ว่าจริงๆแล้วเขาคือใคร แต่เรากลับละเลยความฝัน ละเลยเสียงเตือนเล็กๆ สุกท้ายเราก็ไปหาทางออกด้วยสิ่งปลอบประโลมใจอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็น เงิน, วัตถุ, บุหรี่ เหล้า และสิ่งเสพติดต่างๆ
ละครไม่ได้สอนให้คุณกลายมาเป็นคนชั่ว ตรงกันข้าม ละครเปิดโอกาสให้คุณมองเห็นตัวเองอย่างที่คุณเป็น เห็นทั้งด้านงดงาม และด้านอันน่ารังเกียจ ประเด็นสำคัญก็คือละครไม่ได้เปิดโอกาสให้คุณเพียงแค่เห็น แต่ยังให้ทักษะกับคุณในการ "รู้เท่าทัน" ตัวคุณเองอย่างมี "สติ" กระบวนการละครหากเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วจะนำพาตัวคุณเองไปสู่อิสรภาพอันแท้จริง เพราะมีโอกาสอย่างมากที่คุณจะไม่ดำเนินชีวิตไปอย่างหลุดลอยไปตามกระแสสังคม แต่ตรงกันข้ามเราจะมี "สติ" ที่จะเลือกตอบสนองกับเรื่องราวต่างๆ เป็น "นายเหนืออารมณ์" ไม่ใช่ตกเป็นทาสของมันอย่างเช่นทุกวันนี้
edit @ 1 May 2008 11:37:59 by ตัวร้าย