ชีพจรลงเท้า เสร็จจากเชียงรายผมไปต่อที่ ต. เชียงดาว สถานที่ตั้งของชุมชนในฝันของนักการละครแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นที่รู้จักของผู้สนใจการละครทั่วไปว่าเป็น "ศูนย์เชียงดาว" มาครั้งนี้เพราะผมสนใจ "ค่ายอบรมเยาวชนเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพ(ทางการละคร?)" ซึ่งร่วมจัดและให้การสนับสนุนจากองค์กรมหาชน สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (http://www.igil.or.th) เชียงดาวห่างจากเชียงใหม่ไปทางสายแม่ริมเพียง 70 กิโล ชุมชนที่นี่ยังห่างจากภาพโรแมนติกของวัฒนธรรมล้านนาที่ อ. เมือง เชียงใหม่พยายามจะรักษาเอาไว้ภายใต้ฉาบทาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ผมเห็นถนนสี่เลนกำลังก่อสร้างส่งผลให้การเดินทางขลุกขลักเล็กน้อย แต่คงอีกไม่นานการเดินทางคงจะสะดวกมากขึ้น (หรืออาจจะมากเกินไป) ระหว่างทางไป ขับผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงใหม่ ซึ่งไปขยายศูนย์ประชุมใหญ่อยู่เส้นทางนั้น ผมเจอแจ๊คพ๊อตเพราะ ม. ราชภัฏภาคเหนือทุกสถาบันไปรับปริญญาที่นั่นในวันนั้นพอดี ผลก็คือรถติดยาวเป็นกิโลๆ และคงเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายวัน หรือทุกๆปี หากการจัดการจราจรและปัญหาเรื่องที่จอดรถยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ไปมะขามป้อมเชียงดาวไม่ยาก ถ้าหากยังอยู่ไกลสักหน่อยให้ตั้งเป้าไปที่ถ้ำเชียงดาว แต่ถ้าใกล้เข้ามาแล้วให้เจาะลงไปที่วัดอินทรารามซึ่งจะอยู่ในซอยเดียวกันกับศูนย์พอดี สำหรับแผนที่ปัจจุบันที่ผมดาวน์โหลดมาจากเว็บไซท์ เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะว่าเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และภาพที่อัพขึ้นเว็บนั้นไม่ละเอียด พอขยายขึ้นก็ยังคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ผมเดินทางโดย GPS จึงไม่มีปัญหาอะไร กดไปที่ถ้ำเชียงดาวก่อน พอใกล้ๆก็กดวัดอินทราราม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวัดที่ชื่อโหลมากๆ ก็จะออกมาหลายวัดเยอะแยะ ให้เลือกวัดที่อยู่ใน ต.เชียงดาว อ. เชียงดาว อันนั้นแหละใช่เลย
ถึงมะขามป้อมจะไม่มีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้าย ให้ดูป้ายใหญ่ๆที่เขียนว่า 'ลำน้ำแม่ปิง' เลี้ยวซ้ายเข้าทางดินลูกรัง วิธีสังเกตก็คือจะมีบ้านทรงไทยสมัยใหม่ ทำด้วยไม้เก่าไม่ทาสีกระจัดกระจายอยู่สุ่มๆหลายหลัง เห็นอย่างนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินได้เลยว่าไม่เลย และไม่หลงแน่ เลี้ยวเข้าได้เลย
ศูนย์เชียงดาว ของมะขามป้อม มีเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนกลาง 5 ไร่ และอีก 4 ไร่ที่เหลือ เป็นของบรรดาพี่ๆรุ่นเก๋ากึกส์ ได้ซื้อเอาไว้เพื่อสร้างบ้าน บ้านทรงไทยสไตล์โมเดิร์นแต่ละหลังสร้างด้วยปูนเปลือย และไม้เก่า ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศของทุ่งนาที่อยู่โดยรอบอย่างไม่ดัดจริตว่าจะต้องเป็น "บ้านๆ" จนตกขอบ ที่นี่มีความสะดวกสบายพอสมควรที่คนเมืองจะไม่รู้สึกว่าทุรกันดารจนแร้นแค้น แต่ก็ไม่มีสักอย่างที่มากเกินไปจนเรารู้สึกว่าไม่สมควรจะตั้งอยู่ ณ ที่นั่น บนทุ่งนาเขียวขจี ล้อมรอบด้วยภูเขาที่เหลื่อมซ้อนโดยรอบ สวยงามราวกับภาพวาดจากปลายภู่กันของจิตรกรชาวจีน
บริเวณเนื้อที่ส่วนกลางมีอาคารกิจกรรมที่เปรียบเสมือนเป็นหัวใจของศูนย์ เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่จะกระทำกันในนี้ตั้งแต่การฝึกอบรม หรือการแสดงโชว์เคสต่างๆ ตัวอาคารมีคูน้ำล้อมรอบให้บรรยากาศร่มรื่น ที่ผมชอบมากที่สุดก็คือน้ำที่เห็นเป็นสีเขียวขุ่นนั้นแท้จริงแล้วสะอาดใส จนมองเห็นตัวปลาที่แหวกว่ายอยู่อย่างไม่ยากเย็นนัก ใครบอกว่า "ในนามีข้าว ในน้ำมีปลา" หาไม่ได้แล้วในยุคนี้ต้องลองมาดูที่นี่กันก่อน เลยถัดไปจากอาคารกิจกรรมรวมมีบริเวณโรงอาหารเล็กๆ วางโต๊ะไม้อยู่สี่ห้าตัว มองดูก็รู้ว่าไม่สามารถรองรับเด็กๆซุกซนได้ถึง 50 คนแน่นอน ที่เหลือก็จะกระจายกันไปทานตามสุมทุมพุ่มไม้ แต่มีมุมที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือบริเวณศาลาริมน้ำ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าเป็นกระต๊อบเล็กๆทำด้วยไม้ไผ่ ปูด้วย 'ฟาก' ซึ่งก็คือไม้ไผ่กรีดด้วยมีดให้แบะออกมาเพื่อปูรองพื้น และเป็นที่มาของคำว่า 'ตกฟาก' นั่นเอง สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกได้ใกล้ชิดกับกลิ่นโคลนสาบควาย และวิถีชีวิตเรียบง่ายของไอ้ขวัญ อีเรียมก็คือการนั่งเอาเท้าเปล่ายื่นลงไปจุ่มน้ำ และกวนไปมาบางขณะ ปลาที่แหวกว่ายไปมามีมากมายจนบางครั้งเท้าของผมยังเตะไปโดนมันเป็นครั้งคราว ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่นี่ดูจะเป็น 'วารีบำบัด' ที่สุดยอดกว่าที่สปาไหนๆจะจัดคอร์สให้ได้
ไกลออกไปไม่มากจะมองเห็นเรือนที่สร้างเป็นกลุ่มรวมกันคล้ายกับบ้านผู้มีอันจะกินสมัยก่อน ที่นี่เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า 'เกสต์เฮาส์' ฟังเผินๆให้ความรู้สึกเป็นตึกแถวเก่าๆโทรมๆแถวย่านข้าวสารที่ถูกดัดแปลงมาให้นักท่องเที่ยวแบกเป้ได้มีที่ซุกหัวนอน แต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ชื่อที่เหมาะสมกับที่นี่น่าจะเป็น 'เรือนอาคันตุกะ' หรือ 'กัลยาณมิตราคาร' อะไรทำนองนั้น สถานที่นี้ประกอบด้วยเรือนเล็กๆสร้างหันหน้าเข้าหากัน โดยมีบริเวณโล่งๆเชื่อมต่ออยู่ตรงกลาง ให้ความรู้สึกของการต่อเชื่อม ผูกพัน เย้ายวนผู้อยู่อาศัยให้ 'สานสนทนา' ใช้ชีวิตเรียบช้า เพราะที่นี่ไม่มีใครจะสามารถเดินเข้าออกโดยไม่ผ่านบริเวณโถงกลางนี้ได้ แน่นอนว่าความเป็นส่วนตัวหายไป แต่ความอุ่นใจที่ได้มามีค่ากว่ามากมายนัก ไม่เหมือนกับคอนโด หรืออพาร์ทเมนต์สมัยปัจจุบันที่ผู้คนสามารถเข้าออกกันได้ โดยมิต้องรู้จักมักจี่กัน บริเวณรวมที่ใช้ร่วมกันคือลิฟท์ที่แออัดยัดเยียด ซึ่งไม่มีใครอยากจะอ้อยอิ่งอยู่นาน ก็เปรียบเสมือนพื้นที่ในจิตใจของคนสมัยใหม่ที่มีที่ว่างเหลือให้กับผู้อื่นน้อยลงทุกที 'ทะลุกลางปล้อง' ก็คือลิฟท์แต่ละตัวที่ชักขึ้นและลงอยู่เป็นนิจ ควบคุมบังคับสั่งการโดยใช้นิ้ว ให้หยุดจอดตามชั้นต่างๆไปตามใจปรารถนา เราไม่เหลือวัฒนธรรมการเกรงอกเกรงใจกันและกันเพราะเราติดนิสัยที่จะบงการแม้กระทั่งพื้นที่สำหรับใช้งานร่วมกัน ลิฟท์เหล่านี้ก็เป็นตัวแทนของเครื่องจักรที่เข้ามากำหนดรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์เราโดยไม่รู้ตัว การได้ออกมาจาก 'วิถีชีวิตกดปุ่ม' แม้เพียงบางครั้งบางคราว จึงเป็นสิ่งที่น่าอภิรมณ์สำหรับผมอย่างยิ่ง
ผมได้รับเกียรติให้พักใน 'อาศรม' ซึ่งเป็นห้องเล็กๆขนาด 3x3 เมตร แยกออกไปอยู่อีกมุมหนึ่งของบ้านพี่จ๋อน ก๋วยเรียกที่นี่ว่าอาศรมซึ่งผมคิดว่าเหมาะที่เดียว เพราะห้องสี่เหลี่ยมนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการปลีกตัวออกไปอยู่อย่างสงบเพื่อใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆเพียงลำพัง ห้องเล็กเกินไปที่จะอยู่สองคน และเล็กเกินไปที่จะมีเฟอร์นิเจอร์ใดๆนอกจากตู้ไม้เล็กๆสำหรับเก็บผ้าห่มเครื่องนอน ผมคิดในใจว่าหากได้โต๊ะทำงานเล็กๆริมหน้าต่างก็ไม่เลว วางโน๊ตบุ๊กได้สักตัวหนึ่ง ที่นี่จะเป็นสวรรค์ของนักเขียนได้อย่างนั้นเทียว ก๋วยหอบหิ้วที่นอนมาให้และพยักเพยิดให้ผมใช้ผ้าห่มและหมอนที่อยู่ในตู้ ผมกล่าวขอบคุณ นิ่งไปชั่วอึดใจเขาก็ว่าช่วงกลางคืนอากาศจะเย็น ผมมองไปรอบห้องไม่เห็นมีพัดลม ก็เห็นว่าคงจะจริงอย่างที่เขาบอก ก๋วยหัวเราะหึหึ เมื่อเห็นรากไม้เลื้อยที่ยื่นยาวเข้าในห้อง ผมพยายามเปิดหน้าต่างออกแต่ไม้เลื้อยก็ร้อยรัดอยู่นอกห้องระโยงระยาง รู้สึกผิดที่ต้องดึงพวกมันออกบ้าง แต่ไม่งั้นก็คงต้องนอนปิดหน้าต่าง ข้างนอกเห็นทุ่งนาเขียวไกลออกไปหลายสิบไร่ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆรู้สึกถึงความสงบของ 'กระท่อมปลายนา' ที่จะใช้พักอาศัยอยู่สองคืนต่อไปจากนี้
edit @ 2 May 2008 13:20:28 by ตัวร้าย