มหกรรมสังสรรค์เสวนา (World Cafe') สานพลังมหิดล-คนนครสวรรค์
21-22 มีนาคม 2553
<เกริ่นนำ>
"ขอไมค์หน่อย ผมจะพูดเรื่องทุนการศึกษา.." ป้อมพูดอย่างรีบร้อนพร้อมทั้งสอดส่ายสายตาหาไมโครโฟนจากเจ้าหน้าที่ ผมนั่งอยู่ข้างๆป้อม โดยมีพี่วาสนานั่งแทรกคั่นกลาง บริเวณหน้าห้องที่จัดเป็นโต๊ะสำหรับวิทยากรในเวลานี้เป็นภาพที่หาโอกาสชมได้ยาก จะเรียกได้ว่ามีความ "ความเหนือจริง" (Surreal) อยู่ไม่น้อย ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลคนใหม่ ท่านปิยะสกล กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้ว่า "กวี กิติสถาพร" นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนกับปูอัดกับมายองเนส ประกบด้วยขนมปังสองแผ่นก็คือ อาจารย์นคร เหมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขต เจ้านายของผมเอง และอาจารย์อ้อม อดีตคณะบดีคณะสิ่งแวดล้อม กำลังนั่งจดอะไรยุกยิกทำหน้าที่เป็นเลขาจำเป็น
กระแสคลื่นของความเร่งร้อนของป้อมตกกระทบมาที่ผม ป้อมพึ่งจะนำเสนอความคิดเห็นไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว อาจารย์นคร เชื้อเชิญให้ฟลอร์แสดงความคิดเห็นอีกครั้ง ผมเห็นป้อมกำลังปิ๊งไอเดียใหม่ตาเป็นประกาย แต่อะไรบางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่าในช่วงเวลานี้ ขณะนี้ ยังไม่ใช่เป็นวาระของป้อม ผมจึงได้บอกป้อมไปตามนั้น เจอกับการสะกิดของผมป้อมจึงได้ฉุกคิดและทำตัว "ช้าลง" ไมโครโฟนนั้นก็ถูกส่งผ่านเลยไปยังหมอสมพงศ์ ซึ่งก็ยังไม่ได้จับไมโครโฟนมาเลยตั้งแต่เมื่อวาน และวันนี้ก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร พอหมอสมพงศ์ลุกขึ้นพูดผมจึงรู้เลยว่าใช่แล้วนี่เป็นวาระของหมอ และสิ่งที่หมอหยิบยกมาพูดก็ช่วยทำให้ บรรยากาศของความร่วมมือถูกบ่มเพาะต่อเนื่องเชื่อมโยงต่อไป เป็นการคลี่คลายขยายตัวของพลังที่กำลังก่อกำเนิด เป็นความบรรสานสอดคล้องเหมือนฟังดนตรีออเคสตราที่เชื่อมร้อยกันไป บางครั้งมีต่างจังหวะและลีลาแต่ยังคงซึมซ่านอยู่ในอารมณ์สุนทรียะเดียวกัน
ผมรู้ว่าในอีกไม่กี่อึดใจ การประชุมเสวนาในวันนี้ก็จะจบลง มันเป็นการจบลงอย่าง "เหนือความคาดหมาย" ของทุกๆคน ผมรู้สึกได้พลังโมเมนตัมที่ค่อยๆเคลื่อนที่ตีจากออกจากสภาวะหยุดนิ่ง มันเป็นการ "ติดหล่ม" ที่มีมาเนิ่นนานเสียจนทุกคนชาชินและมองมันเป็นเรื่องปกติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ปักเสาเข็มแรกเมื่อปี 2543 แต่ทุกวันนี้มีนักศึกษามาร่ำเรียนที่นี่เพียงสองร้อยคน เหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อนที่นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้ง และคำถามที่ได้ตอกเป็นลิ่มลึกลงในใจทำให้เสียความรู้สึกของทั้งคนนครสวรรค์ และคนมหิดล ฤา จะได้รับการเยียวยาสมานแผลกันโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถ้าเรื่องที่ มัลคอม แกลดเวล เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Tipping Point เป็นเรื่องจริงผมก็กำลังจะรอพิสูจน์ว่า ณ จุดนี้เองหรือไม่ที่จะเป็น "จุดพลิกผัน วันเปลี่ยนผ่าน" ของมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์
21-22 มีนาคม 2553
<เกริ่นนำ>
"ขอไมค์หน่อย ผมจะพูดเรื่องทุนการศึกษา.." ป้อมพูดอย่างรีบร้อนพร้อมทั้งสอดส่ายสายตาหาไมโครโฟนจากเจ้าหน้าที่ ผมนั่งอยู่ข้างๆป้อม โดยมีพี่วาสนานั่งแทรกคั่นกลาง บริเวณหน้าห้องที่จัดเป็นโต๊ะสำหรับวิทยากรในเวลานี้เป็นภาพที่หาโอกาสชมได้ยาก จะเรียกได้ว่ามีความ "ความเหนือจริง" (Surreal) อยู่ไม่น้อย ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลคนใหม่ ท่านปิยะสกล กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้ว่า "กวี กิติสถาพร" นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนกับปูอัดกับมายองเนส ประกบด้วยขนมปังสองแผ่นก็คือ อาจารย์นคร เหมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขต เจ้านายของผมเอง และอาจารย์อ้อม อดีตคณะบดีคณะสิ่งแวดล้อม กำลังนั่งจดอะไรยุกยิกทำหน้าที่เป็นเลขาจำเป็น
กระแสคลื่นของความเร่งร้อนของป้อมตกกระทบมาที่ผม ป้อมพึ่งจะนำเสนอความคิดเห็นไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว อาจารย์นคร เชื้อเชิญให้ฟลอร์แสดงความคิดเห็นอีกครั้ง ผมเห็นป้อมกำลังปิ๊งไอเดียใหม่ตาเป็นประกาย แต่อะไรบางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่าในช่วงเวลานี้ ขณะนี้ ยังไม่ใช่เป็นวาระของป้อม ผมจึงได้บอกป้อมไปตามนั้น เจอกับการสะกิดของผมป้อมจึงได้ฉุกคิดและทำตัว "ช้าลง" ไมโครโฟนนั้นก็ถูกส่งผ่านเลยไปยังหมอสมพงศ์ ซึ่งก็ยังไม่ได้จับไมโครโฟนมาเลยตั้งแต่เมื่อวาน และวันนี้ก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร พอหมอสมพงศ์ลุกขึ้นพูดผมจึงรู้เลยว่าใช่แล้วนี่เป็นวาระของหมอ และสิ่งที่หมอหยิบยกมาพูดก็ช่วยทำให้ บรรยากาศของความร่วมมือถูกบ่มเพาะต่อเนื่องเชื่อมโยงต่อไป เป็นการคลี่คลายขยายตัวของพลังที่กำลังก่อกำเนิด เป็นความบรรสานสอดคล้องเหมือนฟังดนตรีออเคสตราที่เชื่อมร้อยกันไป บางครั้งมีต่างจังหวะและลีลาแต่ยังคงซึมซ่านอยู่ในอารมณ์สุนทรียะเดียวกัน
ผมรู้ว่าในอีกไม่กี่อึดใจ การประชุมเสวนาในวันนี้ก็จะจบลง มันเป็นการจบลงอย่าง "เหนือความคาดหมาย" ของทุกๆคน ผมรู้สึกได้พลังโมเมนตัมที่ค่อยๆเคลื่อนที่ตีจากออกจากสภาวะหยุดนิ่ง มันเป็นการ "ติดหล่ม" ที่มีมาเนิ่นนานเสียจนทุกคนชาชินและมองมันเป็นเรื่องปกติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ปักเสาเข็มแรกเมื่อปี 2543 แต่ทุกวันนี้มีนักศึกษามาร่ำเรียนที่นี่เพียงสองร้อยคน เหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อนที่นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้ง และคำถามที่ได้ตอกเป็นลิ่มลึกลงในใจทำให้เสียความรู้สึกของทั้งคนนครสวรรค์ และคนมหิดล ฤา จะได้รับการเยียวยาสมานแผลกันโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถ้าเรื่องที่ มัลคอม แกลดเวล เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Tipping Point เป็นเรื่องจริงผมก็กำลังจะรอพิสูจน์ว่า ณ จุดนี้เองหรือไม่ที่จะเป็น "จุดพลิกผัน วันเปลี่ยนผ่าน" ของมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์