แต่ก่อนผมถูกเพื่อนหาว่าเป็นคนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย หรือดีหน่อยก็บอกว่าเป็นคนที่ "ช่างคิด" ผมตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าตัวเองสามารถที่จะเข้าสู่ mode ของการคิดได้ทั้งแบบที่ใช้เหตุใช้ผล และการสร้างจินตนาการ ซึ่งแบบหลังก็มีบางคนแอบกระซิบว่าอย่าใช้ให้มากเกินไปเพราะจะดูเป็นคนเพ้อเจ้อ และไร้สาระ
และมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต การคิดของผมมันก็สร้างปัญหาให้เพราะมันไปสร้างให้เกิดความไม่สมดุลในชีวิต ซึ่งในบางแง่มุมก็เหมือนกับเครื่องจักรที่พอเราไม่ใช้นานๆ ส่วนที่ไม่ได้ใช้งานก็จะสึกหรอ หรือเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ เมื่อความคิด และการใช้สมองกลายเป็นพระเอก จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกก็กลายเป็นเรื่องรอง การพัฒนาการของร่างกาย และระบบประสาทและการรับรู้ก็เป็นไปโดยแยกส่วน เมื่อถึงจุดหนึ่งผมกลายเป็นมนุษย์ที่ 'ไม่สมประกอบ'! เปล่าหรอกครับ อวัยวะทุกส่วนของผมมันก็ยังอยู่กันครบ 32 เพียงแต่การทำงานของมันไม่สัมพันธ์กันกับจิตใจ ก็เท่านั้น!! ผมจึงเรียกมันว่าเป็นอาการที่ 'ไม่สมประกอบ' เพราะธรรมชาติได้ประกอบ ได้สร้างให้มาแล้วแต่เรากลับไม่ได้ใช้ชีวิตที่ 'สม' กับสิ่งที่มีอยู่และได้มา!!
ช่วงที่ชีวิตมีปัญหาแบบนั้น เพื่อนคนหนึ่งก็ได้ให้คาถาบทหนึ่งเอาไว้ให้ผมท่อง และผมก็พบว่าคาถาบทดังกล่าวมีความศักดิ์สิทธิ์ และก็ยังใช้ได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้ คาถาบทนั้นก็คือ 'ช่างแม่ง!!' เวลาคิดมากเกินไปก็ 'ช่างแม่ง' เอาตูดแช่น้ำแล้วเดินต่อไป เวลาความคิดเริ่มวกวนจนเพ้อเจ้อก็ 'ช่างแม่ง' แล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผมได้ใช้ และมันก็ใช้ได้ดีจริงๆเสียด้วย แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อเราได้บริกรรมคาถาบทไหนนานๆเข้า ความขลังมันก็อาจจะเสื่อมได้เหมือนกัน เพราะมาถึงทุกวันนี้ผมคิดว่าเป็นคนช่างคิดของผม มันเป็นธรรมชาติที่อยู่ภายในตัวเอง และการปฏิเสธความเป็นตัวเองก็อาจจะทำให้เกิดความทุกข์ได้เหมือนกัน
ทุกวันนี้ผมเลยได้คาถามาอีกบทหนึ่ง หลังจากที่ยกคาถาบทที่แล้วไปไว้บนหิ้งกราบไหว้บูชาทุกวัน คาถาบทใหม่ของผมก็คือ 'อย่าหยุดคิด' เอาละซี!! คาถาของผมสองบทนี้มันแตกต่างกันอย่างหน้ามือเป็นหลังเท้า แล้วจะยกเอาไว้บนหิ้งเดียวกันมันจะตีกันมั้ย!! ก็ต้องคอยดูต่อไป แล้วตกลงว่าคาถาบทใหม่ของผมมันคืออะไรกันแน่ และจะนำมาใช้ในตอนไหน ผมเห็นว่าคาถาใหม่เหมาะใช้ในตอนที่ชีวิตต้องการความคิดสร้างสรรค์ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่จะติดปัญหาที่ชอบคอยเบรกตัวเอง คอยที่จะมีเสียงเล็กๆอยู่ในหัวที่ชื่อคุณวิจารณ์ หรือที่ออกัสโต บูอัล (Augusto Boal) เรียกว่า A cop in the head ตำรวจตรวจขี้หมาที่คอยสั่งและบงการเราอยู่ในหัว ที่คอยว่าคอยตำหนิเราอยู่เรื่อยจนเราไม่เป็นอันทำอะไร ถ้าเราไม่ตระหนักถึงความเจ้ากี้เจ้าการนี้ ท้ายที่สุดสิ่งดีงามก็เกิดขึ้นได้ยาก ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือเรื่องของโธมัส อัลวา เอดิสัน ที่กว่าจะประดิษฐ์หลอดไฟได้เขาต้องประสบความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากหลังจากการทดลองครั้งที่สี่ที่ห้า แล้วคุณวิจารณ์ในหัวของเขาบอกว่าเลิกเสียเถอะอย่าทำเรื่องนี้เลยมันไร้สาระ ช่างแม่มันเถิด!!!! โลกเราก็คงจะอยู่ในความมืดมิดไปอีกหลายปีเป็นแน่แท้ทีเดียว
ดังนั้นใครจะเอาคาถาสองบทนี้ไปใช้ ก็ลองดูให้ถูกกาละ และเทศะกันด้วย แต่ที่แน่ๆอย่าไปใช้มันพร้อมกันเดี๋ยวยุ่งตายห่ะ!!
edit @ 30 Jan 2008 07:18:41 by ตัวร้าย