<1>
"รู้สึกมั้ยว่ามันเป็นการสะกดจิตหมู่ ไม่ใช่การตื่นรู้อย่างแท้จริง"
แม่ชีรีบรุดมาคุยกับผมหลังจากการนั่งสมาธิแบบมีเสียงนำ (Guided Meditations) ผมยิ้มเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี ึนึกในใจว่าการอบรมภาวนาครั้งนี้คงมีเรื่องน่าสนุกแน่ๆ เพราะเพียงวันแรกก็ได้เรื่องแล้ว
ในขณะที่ผมนึกว่าจะหาคำตอบอย่างไรให้เหมาะควรกับจริตของแม่ชี เธอก็ชิงพูดออกมาเองว่า
"เออๆ เดี๋ยวดูไปอีกสักวันสองวันก่อนแล้วกัน ว่าจะเป็นอย่างไร"
พูดจบเธอก็เดินจากไป ผมรู้สึกถอนหายใจโล่งอกเพราะไม่ต้องเป็นผู้ที่จะต้องตอบคำถามนั้นของเธอ และช่วงนี้ตามกำหนดของการอบรมแล้วเป็นการเชื้อเชิญให้แต่ละคนอยู่กับความเงียบอันเบิกบาน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ สามทุ่ม ไปจนถึงหลังอาหารเช้าพรุ่งนี้ ในความเงียบอันเบิกบานนี้ก็คือการที่แต่ละคนจะไม่พูดคุยกัน จะกลับมาพิจารณาลมหายใจ และอยู่กับความสงบเงียบ ลองนึกภาพของหมู่คนจำนวนมากที่เดินออกจากหอภาวนาอย่างเงียบๆ และแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตัวเองอย่างสงบ เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจ และให้ความหวังว่ามนุษย์คงมีศักยภาพที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ และสันติ
แม้จะเดินกลับมายังที่พักแล้ว ถ้อยคำของแม่ชีก็ยังดังก้องอยู่ในใจผม ผมได้แต่คิดว่าอะไรหนอที่ทำให้แม่ชีได้มาถึงข้อสรุปเช่นนั้น หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ทางภาษาธรรมะเรียกว่า การเห็นผิด หรือ "มิจฉาทิฏฐิ" ได้หรือไม่ ซึ่งผู้รู้น้อยอย่างผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้
'ความเห็นที่ผิด' นี้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ตาม เพราะใจมันไม่อยากจะรับรู้ แถมยังตั้งกำแพงมาขวางกั้น ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะเรียนรู้อะไรกันได้สักกี่มากน้อย ใจมันก็คอยผลุบเข้าในเขาวงกต ไม่มีความกล้าหาญที่จะออกมาสัมผัสกับดินแดนแห่งความไม่รู้ ไม่คุ้นชิน เมล็ดพันธ์แห่งการเรียนรู้นั้นคงจะเฉาตายเพราะไม่ได้รับการดูแลรดน้ำ
การนั่งสมาธิหมู่แบบมีเสียงนำนั้น เป็นวิธีการหนึ่งของหมู่บ้านพลัมที่ใช้เพื่อเป็นการแนะนำการนั่งสมาธิสำหรับผู้หัดใหม่ เปรียบเสมือนการสอนให้หัดขับรถนั่นเอง ครูผู้สอนจะนั่งอยู่ข้างๆคอยบอกให้เราเหยียบคลัชท์ เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง คืนวงเลี้ยว เป็นต้น แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ขับรถเป็นแล้วก็จะมองว่าเสียงสอนสั่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป หรือออกจะหงุดหงิดรำคาญเสียด้วยถ้าหากมีใครมาพูดกำกับเราเช่นนี้เวลาขับรถ
"หายใจเข้า ฉันรู้สึกตัวว่าฉันกำลังนั่งอยู่ที่นี่ตรงนี้ หายใจออก ฉันยิ้มน้อยๆด้วยความเบิกบาน" เสียงหลวงพี่นิรามิสา ภิกษุณีหญิงคนไทยคนแรกของหมู่บ้านพลัม กล่าวนำนั่งสมาธิด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็น เสียงระฆังดังขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อเตือนให้เหล่านักปฏิบัติ ได้กลับมาอยู่กับลมหายใจของตนเอง
"ฟังสิๆ เสียงระฆังอันประเสริฐ นำฉันมาสู่บ้านที่แท้จริง"
เป็นคำเทศนาที่ หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ มักจะพูดให้พวกเราฟังเสมอๆ อันที่จริงแล้วในระหว่างที่หลวงปู่ หรือที่เราเรียกท่านว่า "ไถ่" นั้นกำลังนั่งปาฐกถาธรรมนั้น ลูกศิษย์ของท่านจะคอยเคาะระฆังเสียงดังกังวานอยู่เป็นระยะๆ และเมื่อครั้งใดที่ท่านได้ยินเสียงระฆังท่านจะหยุดบรรยายธรรม หลับตาลงแล้วกลับไปอยู่กับลมหายใจของท่าน แล้วฉับพลันภายในห้องจะรู้สึกถึงคลื่นพลังแห่งความสงบเย็นฉานฉายไปทั่ว เมื่อท่านลืมตาขึ้นบรรยายธรรมอีกครั้ง ท่านก็จะมีความสดชื่นเบิกบาน เหมือนได้เติมพลัง หรือชารจ์แบต จึงไม่แปลกใจเลยที่ท่านจะดูอ่อนกว่าวัยมาก นั่งคงเป็นเพราะท่านได้เข้าถึง 'ทาง' แห่งความสงบเย็นนี้นี่เอง
ค่ำคืนนั้นผมผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
----------------------------------------
<2>
"ฉั่ว เราอยากจะชวนนายไปงาน October Fest ว่างหรือเปล่า"
ชัชวาลเพื่อนเก่าโทรมาหาผมเมื่อเดือนที่แล้ว
"เอ่อ คืออย่างนี้นะชัช เราน่ะเลิกกินเหล้าแล้วว่ะ" ผมอธิบายให้ชัชวาลฟัง
"เฮ้ย ทำไมวะ อะไรว้า นายน่ะไม่สนุกเลย ต่อไปนายก็คงกลายเป็นอาจารย์แก่ๆที่น่าเบื่อใช่มั้ย"
คือเพื่อนผมคนนี้มันติดนิสัยกวนๆมาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย คนอื่นฟังอาจจะรู้สึกว่ามันพูดจาไม่น่าคบ แต่ลึกๆผมรู้ว่าเขาไม่มีพิษภัยอะไร ชอบพูดเล่นกวนประสาท เย้ายวนเพื่อนๆไปเรื่อย ใครเผลอไผลไปอาจจะพาลขุ่นข้องหมองใจ แต่ผมกลับยิ้มเล็กน้อย
"เอ่อว่ะ สงสัยเราคงต้องเป็นแบบนั้นว่ะชัช เป็นอาจารย์แก่ๆลงพุงน่าเกลียดด้วย"
ชัชวาลหัวเราะ เมื่อรู้ว่าผมตามมุกเขาทัน
"ทำไมเลิกล่ะ ฉั่ว" เสียงของชัชวาลเริ่มจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"ก็ไม่มีอะไรหรอกรู้สึกว่ามันไม่ค่อยได้ประโยชน์น่ะ มีอยู่ช่วงหนึ่งค่อนข้างติดด้วยกินเกือบทุกวัน" ผมอธิบายไปสั้นๆ
"งั้นไม่เป็นไร แหมเสียดายทีมเราก็เลยไม่รู้จะส่งใครลงแข่งดื่มเบียร์เลยถ้าไม่มีนาย..." จากนั้นผมกับชัชคุยกันถามสารทุกข์สุกดิบกันไปตามเรื่องอีกสักพักจึงวางสาย ผมมานั่งทบทวนดูว่าผมเลิกดื่มเหล้าตั้งแต่ครั้งที่กลับจากอบรมภาวนา กับท่าน ติช นัท ฮันท์ ที่เชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาสัก 5 เดือนเห็นจะได้ ผมจำได้ว่าเมื่อสองเดือนที่แล้วผมเอาเหล้าที่อยู่ในตู้กับข้าวขึ้นไปเก็บไว้อีกที่หนึ่ง เพื่อให้ไกลหูไกลตา ก่อนหน้านั้นผมจะต้องผสมเหล้าดื่มเกือบทุกวันตอนเย็น จนแทบจะเป็นกิจวัตร แต่ก็ไม่ได้ดื่มมากมายอะไรเพียงแก้ว สองแก้ว เพื่อให้ครึ้มๆเท่านั้น วันนี้ผมกลับไปมองย้อนดู พบว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้ให้อะไรกับผมเลย นอกจากความเมามาย และขาดสติ ในเมื่อความมีสติ ตื่นรู้เป็นสิ่งที่ผมใฝ่หา การใช้แอลกอฮอล์จึงเบียดบังเป้าหมายที่สำคัญยิ่งในชีวิต ลึกๆผมจึงไม่รู้สึกเสียดายเลย เพราะรู้ว่า 'ทาง' ที่จะมุ่งไปนั้นมีความเจริญงอกงามกว่า ผมเคยสงสัยว่ามันจะทำให้ผมมีความคิดสร้างสรรค์น้อยลงหรือไม่ แต่ก็พบว่าไม่เลย ยังสามารถสร้างสรรค์งานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานละคร งานเขียน ดังนั้นถ้าใครคิดว่าศิลปินจะต้องกอดขวดเหล้า จึงจะสร้างสรรค์งานได้ ผมคิดว่าเป็น "ความเห็นผิด" อย่างหนึ่ง