2007/Feb/11

เอ็นทรีนี้ผมคิดว่าผมคงต้องเขียนเรื่องที่หมิ่นเหม่กับความรู้สึกของคนในจังหวัดนครสวรรค์ คือเรื่องของงาน “ตรุษจีน” งานฉลองใหญ่ประจำปีของเรานั่นเอง

งานตรุษจีนในจังหวัดเรานั้น มีกำเนิดมาเมื่อ 90 ปีมาแล้ว งานตรุษจีนถ้ามองในแง่ของอาจารย์ที่สอนเรื่องของการบริหารจัดการแล้ว มีแง่มุมที่น่าสนใจ เพราะเป็นการบริหารจัดการโดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกโดยสุ่ม (จากเจ้า) โดยเลือกใหม่ทุกๆปี ปีละ 40 คน ให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหาร หรือที่เรียกกันว่า ‘เถ่านั้ง’

เถ่านั้ง โดยพื้นฐานก็คือพ่อค้าประชาชนในตลาดปากน้ำโพนี่เองที่มีทั้งความแตกต่าง และความเหมือนกัน แต่พื้นฐานที่ส่วนใหญ่นั้นมาจากการเป็นเจ้าของกิจการ ลักษณะเฉพาะตัวก็คือการที่ตัวเองมีความมั่นใจในความคิด ความเห็นของตัวเอง และไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นการรวมกลุ่ม ให้ทำงานด้วยกันอย่างเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย นอกจากนั้นก็ยังมีความแตกต่างในด้านของอายุ ประสบการณ์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นโจทย์ที่น่าหนักอก เมื่อต้องเข้ามาบริหารจัดการ งานอีเวนต์ที่ใหญ่และใช้เงินลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

งานของเถ่านั้งจะมีไปตลอดทั้งปี มิได้แค่จัดงานตรุษจีนประจำปีเพียงอย่างเดียว ยังมีงานเทกระจาด งานอื่นๆ แต่งานที่ใหญ่ที่สุดก็คืองานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำปี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่างานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ จะหนักไปที่การหารายได้จากสปอนเซอร์ เสียมากกว่า เพราะงานในส่วนของการจัดการรูปแบบต่างๆก็ได้มีการ ว่าจ้างหรือซับไปให้กับบริษัทที่รับจัดอีเวนต์มารับเหมาไปทำเกือบทั้งหมด ส่วนงานการแสดงต่างๆนั้นก็เป็นเพียงแค่ผู้ประสานงาน เพราะขบวนต่างๆ ทั้งมังกร สิงห์โต เอ็งกอ ก็เป็นความรับผิดชอบของสมาคมต่างๆ ที่มีความอิสระในการบริหารจัดการตนเอง เพราะความที่ได้จัดแสดงขบวนของตนมาช้านาน ในลักษณะนี้เถ่านั้งซึ่งพึ่งเข้ามารับงาน ก็มักจะไม่เข้าไปยุ่งหรือไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนในการกำหนดรูปแบบ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในขบวนได้เลย ซึ่งที่เราเห็นก็คือการที่ขบวนแห่ ในทุกๆปีจึงมีลักษณะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ จะมีบ้างคือการนำเอานักแสดงมาจากประเทศจีน แต่นั่นก็ไม่นับว่าเป็นนวตกรรมที่เกิดจากมันสมองของเราชาวจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งนับเป็นต้นแบบในการจัดงานตรุษจีนในประเทศไทย



จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่เราจะเห็นจังหวัดอื่นๆ สร้างคนรุ่นใหม่ๆ พัฒนาสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้น ดูอย่างงานตรุษจีนที่เยาวราช มีนวตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หรือที่ชมรมลูกเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ได้ไปชนะการแข่งขันเชิดสิงห์โตระดับนานาชาติที่ประเทศไต้หวัน เมื่อปีที่ผ่านมา

การคงประเพณีดั้งเดิมไว้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้พัฒนาไป ก็เป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ แต่ถ้าหากเรายังไม่ได้จัดให้มีกลไกที่เอื้อให้เกิดการพัฒนานวตกรรมใหม่ๆ การหวังพึ่งเถ่านั้ง ซึ่งนอกจากจะต้องทำงานที่ถูกคาดหวังจะให้ทำภายในเวลาจำกัดกับทีมงานที่ยังไม่เข้าเขากันดี ไหนจะต้องเจอกับอุปสรรคในการประสานเข้ากับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆแล้ว ผมว่า จะไปหวังพึ่งให้เขาทำหน้าที่ในการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ คงจะยากส์ส์ส์ส์

แล้วอีกอย่างพอเริ่มทำงานได้เข้าขากันหรือเริ่มรู้งานและเห็นปัญหาต่างๆแล้ว ก็หมดวาระของตนพอดี การเรียนรู้ต่างๆจึงไม่ได้ถูกถ่ายทอด ไปยังเถ่านั้งรุ่นต่อๆไป ที่พอได้เข้ามารับตำแหน่งก็มักจะประกาศล่วงหน้าก่อนเลยว่า ไม่ใช่หน้าที่ลื้อจะมาแนะนำอั๊วเพราะลื้อไม่ได้เป็นเถ่านั้ง หรือไม่ก็ “ปีนี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้ว” แต่ก็เห็นมันเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ เป็นอย่างนี้มานับสิบปี

หรือไม่จริง?....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เฮ่อ หลงระเริงและชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของตนในอดีต อัตตาสูง เลยไม่มีการพัฒนา

แล้วไม่รู้ว่าตัว organizer รับคำสั่งตรงให้ทำตาม หรือคิดสร้างสรรค์เองก็ไม่ทราบ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย
#1  by  ฟิวส์ At 2007-02-12 00:27, 
โอ้ คนนครสวรรค์ชเนกันรึครับ add ด้วยครับ ^_^
#2  by  XeNoX the Caduceus At 2007-02-12 12:37, 
ความพัฒนาของงานตรุษจีนปากน้ำโพ ในความเห็นผม ผมคิดว่าก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในหลายๆทางกระจายกันไป

จากที่เคยมีแต่ขบวนแห่เล็กๆ บริเวณศาลเจ้า กลายเป็นแห่บริเวณตลาด แล้วก็พัฒนาเป็นการ แห่รอบตลาด และเป็นการแสดงในสนามกีฬา หรือเวทีทรายริมน้ำ

ผมว่าประมาณนี้ก็ถือได้ว่ามีการพัฒนาบ้างแล้วนะครับ

แต่ในแง่ของการบริหารจัดการอันนี้ไม่แน่ใจว่าพัฒนาหรือเปล่า การคัดเลือก เถ่านั้ง ก็น่าจะเป็นอย่างนี้มานานแล้ว โดยคาดว่ามีนัยยะ ในการทำให้คนในชุมชนรู้จักกัน สามัคคีกัน ร่วมรับผิดชอบร่วมกัน รู้จักเห็นอกเห็นใจกัน และแบ่งงาน (ถึงแม้ประสานงา กันบ้าง)

จากเคยทำกันเอง 40 คน เห็นว่ามันเล็กไป ไม่สมเกียรติกับการรอคอย งานที่จัดกันปีละครั้ง ก็เริ่มไปชวนเจ้าหน้าที่ราชการ มาช่วยงาน เมื่องานใหญ่เกินรองรับได้ ก็ต้องมีการจ้างออกาไนเซอร์เป็นธรรมดา

ถามว่า จ้างออกาไนเซอร์ ผิดมั้ย ถ้าทำไหว แต่ขี้เกียจทำ อันนี้ไม่ควร แต่ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ ก็คิดว่าไม่น่าผิดอะไรนะครับ

ส่วนการดำเนินการของออกาไนเซอร์ ก็แล้วแต่เจ้านะครับ บางคนก็ทำดี บางคนก็ไม่ดี บางปีก็เป็นคนนครสวรรค์โดยกำเนิดกลับมาทำให้ (จ้างมาทำให้ จ่ายเงินด้วย) บางปีก็เป็นฝรั่งมังค่า

ก่อนจะเลือกออกาไนเซอร์ คิดว่าน่าจะมีการคุยกันแล้วในคอนเซ็ปท์ของงานว่าอยากให้งานออกมาเป็นแบบไหน คิดว่าไม่น่ามั่วมากนะครับ

อ้ออีกเรื่องนึง เรื่องเว็บไซต์ ก็เป็นอีกเรื่องที่พัฒนาแล้วไงครับ เพียงแต่สะดุดหัวทิ่ม เป็นพักๆ เท่านั้นเอง
#3  by  dita (203.188.3.11) At 2007-02-24 22:11, 
ถ้าถามผมว่าการทำงานของเถ่านั้งแต่ละปีมีอะไรแปลกใหม่ไหม
ผมในส่วนของคนนอก อาจจะมองไม่ออก
แต่เนื่องจากที่เห็นเถ่านั้งที่ทำงานนั้นย่อมอยากให้ดีกว่าปีก่อน ๆ แน่นอนครับ

อย่างปีที่ผ่านมา 2549 ได้มีการเชิญเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ เป็นปีแรก

ผมคิดว่านั่นก็เป็นการก้าวหน้าอย่างหนึ่ง

เพื่อปีต่อไปจะต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ถามว่าทำไมต้องจ้างออร์กาไนท์

เนื่องจากในแต่ละปี มีการเตรียมงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้น จึงต้องจ้างผู้ที่สามารถทำตรงนี้ได้มาดูแล

ไม่ใช่เถ่านั้งไม่สามารถแต่เนื่องจากงานเยอะ จึงทำให้ทำไม่ทัน

#4  by  organize ปี 49 (58.9.1.3) At 2007-10-31 17:34, 

<< Home