เอ็นทรีนี้ผมคิดว่าผมคงต้องเขียนเรื่องที่หมิ่นเหม่กับความรู้สึกของคนในจังหวัดนครสวรรค์ คือเรื่องของงาน “ตรุษจีน” งานฉลองใหญ่ประจำปีของเรานั่นเอง
งานตรุษจีนในจังหวัดเรานั้น มีกำเนิดมาเมื่อ 90 ปีมาแล้ว งานตรุษจีนถ้ามองในแง่ของอาจารย์ที่สอนเรื่องของการบริหารจัดการแล้ว มีแง่มุมที่น่าสนใจ เพราะเป็นการบริหารจัดการโดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกโดยสุ่ม (จากเจ้า) โดยเลือกใหม่ทุกๆปี ปีละ 40 คน ให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหาร หรือที่เรียกกันว่า ‘เถ่านั้ง’
เถ่านั้ง โดยพื้นฐานก็คือพ่อค้าประชาชนในตลาดปากน้ำโพนี่เองที่มีทั้งความแตกต่าง และความเหมือนกัน แต่พื้นฐานที่ส่วนใหญ่นั้นมาจากการเป็นเจ้าของกิจการ ลักษณะเฉพาะตัวก็คือการที่ตัวเองมีความมั่นใจในความคิด ความเห็นของตัวเอง และไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นการรวมกลุ่ม ให้ทำงานด้วยกันอย่างเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย นอกจากนั้นก็ยังมีความแตกต่างในด้านของอายุ ประสบการณ์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นโจทย์ที่น่าหนักอก เมื่อต้องเข้ามาบริหารจัดการ งานอีเวนต์ที่ใหญ่และใช้เงินลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
งานของเถ่านั้งจะมีไปตลอดทั้งปี มิได้แค่จัดงานตรุษจีนประจำปีเพียงอย่างเดียว ยังมีงานเทกระจาด งานอื่นๆ แต่งานที่ใหญ่ที่สุดก็คืองานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำปี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่างานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ จะหนักไปที่การหารายได้จากสปอนเซอร์ เสียมากกว่า เพราะงานในส่วนของการจัดการรูปแบบต่างๆก็ได้มีการ ว่าจ้างหรือซับไปให้กับบริษัทที่รับจัดอีเวนต์มารับเหมาไปทำเกือบทั้งหมด ส่วนงานการแสดงต่างๆนั้นก็เป็นเพียงแค่ผู้ประสานงาน เพราะขบวนต่างๆ ทั้งมังกร สิงห์โต เอ็งกอ ก็เป็นความรับผิดชอบของสมาคมต่างๆ ที่มีความอิสระในการบริหารจัดการตนเอง เพราะความที่ได้จัดแสดงขบวนของตนมาช้านาน ในลักษณะนี้เถ่านั้งซึ่งพึ่งเข้ามารับงาน ก็มักจะไม่เข้าไปยุ่งหรือไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนในการกำหนดรูปแบบ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในขบวนได้เลย ซึ่งที่เราเห็นก็คือการที่ขบวนแห่ ในทุกๆปีจึงมีลักษณะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ จะมีบ้างคือการนำเอานักแสดงมาจากประเทศจีน แต่นั่นก็ไม่นับว่าเป็นนวตกรรมที่เกิดจากมันสมองของเราชาวจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งนับเป็นต้นแบบในการจัดงานตรุษจีนในประเทศไทย
จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่เราจะเห็นจังหวัดอื่นๆ สร้างคนรุ่นใหม่ๆ พัฒนาสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้น ดูอย่างงานตรุษจีนที่เยาวราช มีนวตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หรือที่ชมรมลูกเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ได้ไปชนะการแข่งขันเชิดสิงห์โตระดับนานาชาติที่ประเทศไต้หวัน เมื่อปีที่ผ่านมา
การคงประเพณีดั้งเดิมไว้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้พัฒนาไป ก็เป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ แต่ถ้าหากเรายังไม่ได้จัดให้มีกลไกที่เอื้อให้เกิดการพัฒนานวตกรรมใหม่ๆ การหวังพึ่งเถ่านั้ง ซึ่งนอกจากจะต้องทำงานที่ถูกคาดหวังจะให้ทำภายในเวลาจำกัดกับทีมงานที่ยังไม่เข้าเขากันดี ไหนจะต้องเจอกับอุปสรรคในการประสานเข้ากับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆแล้ว ผมว่า จะไปหวังพึ่งให้เขาทำหน้าที่ในการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ คงจะยากส์ส์ส์ส์
แล้วอีกอย่างพอเริ่มทำงานได้เข้าขากันหรือเริ่มรู้งานและเห็นปัญหาต่างๆแล้ว ก็หมดวาระของตนพอดี การเรียนรู้ต่างๆจึงไม่ได้ถูกถ่ายทอด ไปยังเถ่านั้งรุ่นต่อๆไป ที่พอได้เข้ามารับตำแหน่งก็มักจะประกาศล่วงหน้าก่อนเลยว่า ไม่ใช่หน้าที่ลื้อจะมาแนะนำอั๊วเพราะลื้อไม่ได้เป็นเถ่านั้ง หรือไม่ก็ “ปีนี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้ว” แต่ก็เห็นมันเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ เป็นอย่างนี้มานับสิบปี
หรือไม่จริง?....
งานตรุษจีนในจังหวัดเรานั้น มีกำเนิดมาเมื่อ 90 ปีมาแล้ว งานตรุษจีนถ้ามองในแง่ของอาจารย์ที่สอนเรื่องของการบริหารจัดการแล้ว มีแง่มุมที่น่าสนใจ เพราะเป็นการบริหารจัดการโดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกโดยสุ่ม (จากเจ้า) โดยเลือกใหม่ทุกๆปี ปีละ 40 คน ให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหาร หรือที่เรียกกันว่า ‘เถ่านั้ง’
เถ่านั้ง โดยพื้นฐานก็คือพ่อค้าประชาชนในตลาดปากน้ำโพนี่เองที่มีทั้งความแตกต่าง และความเหมือนกัน แต่พื้นฐานที่ส่วนใหญ่นั้นมาจากการเป็นเจ้าของกิจการ ลักษณะเฉพาะตัวก็คือการที่ตัวเองมีความมั่นใจในความคิด ความเห็นของตัวเอง และไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นการรวมกลุ่ม ให้ทำงานด้วยกันอย่างเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย นอกจากนั้นก็ยังมีความแตกต่างในด้านของอายุ ประสบการณ์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นโจทย์ที่น่าหนักอก เมื่อต้องเข้ามาบริหารจัดการ งานอีเวนต์ที่ใหญ่และใช้เงินลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
งานของเถ่านั้งจะมีไปตลอดทั้งปี มิได้แค่จัดงานตรุษจีนประจำปีเพียงอย่างเดียว ยังมีงานเทกระจาด งานอื่นๆ แต่งานที่ใหญ่ที่สุดก็คืองานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำปี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่างานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ จะหนักไปที่การหารายได้จากสปอนเซอร์ เสียมากกว่า เพราะงานในส่วนของการจัดการรูปแบบต่างๆก็ได้มีการ ว่าจ้างหรือซับไปให้กับบริษัทที่รับจัดอีเวนต์มารับเหมาไปทำเกือบทั้งหมด ส่วนงานการแสดงต่างๆนั้นก็เป็นเพียงแค่ผู้ประสานงาน เพราะขบวนต่างๆ ทั้งมังกร สิงห์โต เอ็งกอ ก็เป็นความรับผิดชอบของสมาคมต่างๆ ที่มีความอิสระในการบริหารจัดการตนเอง เพราะความที่ได้จัดแสดงขบวนของตนมาช้านาน ในลักษณะนี้เถ่านั้งซึ่งพึ่งเข้ามารับงาน ก็มักจะไม่เข้าไปยุ่งหรือไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนในการกำหนดรูปแบบ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในขบวนได้เลย ซึ่งที่เราเห็นก็คือการที่ขบวนแห่ ในทุกๆปีจึงมีลักษณะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ จะมีบ้างคือการนำเอานักแสดงมาจากประเทศจีน แต่นั่นก็ไม่นับว่าเป็นนวตกรรมที่เกิดจากมันสมองของเราชาวจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งนับเป็นต้นแบบในการจัดงานตรุษจีนในประเทศไทย
จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่เราจะเห็นจังหวัดอื่นๆ สร้างคนรุ่นใหม่ๆ พัฒนาสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้น ดูอย่างงานตรุษจีนที่เยาวราช มีนวตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หรือที่ชมรมลูกเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ได้ไปชนะการแข่งขันเชิดสิงห์โตระดับนานาชาติที่ประเทศไต้หวัน เมื่อปีที่ผ่านมา
การคงประเพณีดั้งเดิมไว้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้พัฒนาไป ก็เป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ แต่ถ้าหากเรายังไม่ได้จัดให้มีกลไกที่เอื้อให้เกิดการพัฒนานวตกรรมใหม่ๆ การหวังพึ่งเถ่านั้ง ซึ่งนอกจากจะต้องทำงานที่ถูกคาดหวังจะให้ทำภายในเวลาจำกัดกับทีมงานที่ยังไม่เข้าเขากันดี ไหนจะต้องเจอกับอุปสรรคในการประสานเข้ากับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆแล้ว ผมว่า จะไปหวังพึ่งให้เขาทำหน้าที่ในการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ คงจะยากส์ส์ส์ส์
แล้วอีกอย่างพอเริ่มทำงานได้เข้าขากันหรือเริ่มรู้งานและเห็นปัญหาต่างๆแล้ว ก็หมดวาระของตนพอดี การเรียนรู้ต่างๆจึงไม่ได้ถูกถ่ายทอด ไปยังเถ่านั้งรุ่นต่อๆไป ที่พอได้เข้ามารับตำแหน่งก็มักจะประกาศล่วงหน้าก่อนเลยว่า ไม่ใช่หน้าที่ลื้อจะมาแนะนำอั๊วเพราะลื้อไม่ได้เป็นเถ่านั้ง หรือไม่ก็ “ปีนี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้ว” แต่ก็เห็นมันเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ เป็นอย่างนี้มานับสิบปี
หรือไม่จริง?....