2007/Feb/06

การที่คนเรามาเขียนบลอก ก็เพราะต้องการจะนำเสนอเรื่องราวเฉพาะตัว เหตุการณ์เฉพาะบุคคล และอาจจะต้องการสะท้อนถึงความต้องการที่จะสื่อ และเสพในเรื่องที่พ้นไปจากความสะอิดสะเอียน ในเรื่องที่ได้รับการปรุงแต่งจนมากเกินความพอดี บางครั้งชีวิตจริงที่เราเห็นๆกันอยู่ ก็เป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลากหลายมิติ กว่าเรื่องแต่งบางเรื่องที่ผู้นำเสนอพยายามลดทอนบางสิ่ง เพื่อให้สิ่งที่ต้องการนำเสนอมีความชัดเจอยิ่งขึ้น เมื่อทำจนเป็นความเคยชิน ก็เลยเผลอไผลไปเหมาเอาว่าไอ้โลกทัศน์ที่ลดทอนเพื่อนำเสนอให้กับผู้ชมนั้น เป็นเวอร์ชันจริงของโลกและชีวิต และก็เลยพาลรับไม่ได้กับความดิบเถื่อนของชีวิตจริงที่ไม่มีการจัดรูปแบบ

Final Score เป็นภาพยนตร์ที่เกิดจากแนวความคิดของการนำเสนอ ความเป็นจริงของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยสะท้อนจากมุมมองของเด็กมัธยมที่เรียนไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แต่กระนั้นชีวิตของพวกเขาก็มิได้ไกลเกิน ที่จะโยงกลับมาหาชีวิตของพวกเราทุกคน ที่เคย หรือกำลังจะผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สร้างบอกกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการเขียนสคริปต์ ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะการสนทนาที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ มีความสดใหม่ และที่สำคัญ 'จริง' เสียจนเรารู้สึกว่าเรากำลังแอบดูชีวิตเขา โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า

สิ่งที่ชอบสำหรับผม อาจจะไม่ได้เป็นตัวหนังเอง แต่เป็นแง่คิดในเรื่องการศึกษาของประเทศของเรา ผมเบื่อที่จะพูดว่าระบบการศึกษาของไทยเราล้มเหลว เพราะพูดแล้วมันยากที่จะไม่เป็น Cliche' แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตัวเอกของเรื่องคือ Per เป็นเด็กฉลาดเฉลียว มีไหวพริบยากหากตัวจับ มีพรสวรรค์เรื่องดนตรี แต่น่าเศร้าที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะเลือกเรียนอะไร เพราะระบบการศึกษาของเราที่เอาแต่ป้อนวิชาการกันทุกลมหายใจ ไม่เหลือเวลาให้เด็กได้คิด ได้ใช้เวลากับตัวเองเพื่อใคร่ครวญแม้สักนิดว่าตนควรจะเลือกเรียนอะไร หรือจะเอาอย่างไรกับชีวิตของตนเอง

แล้วสิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถาม ก็คือทำไมจะต้องมีการแบ่งแยกการเรียนเป็นวิทย์ เป็นศิลป์ ราวกับว่าสองสิ่งนี้จะต้องแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ผลวิจัยจากต่างประเทศก็ได้บอกออกมาแล้วว่าเราต้องพัฒนาเด็กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ หรือการชื่นชมในสุนทรียรสของศิลปะ ถ้าเรายังมีความคิดที่แบ่งแยกตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่อย่างนี้แล้ว คุณหวังจะให้ประเทศของเรามีความสามัคคี และมีความเข้าใจซึ่งกันและกันได้อย่างไร

วกกลับมาเรื่องหนัง ผมชื่นชมผู้กำกับ และผู้กำกับภาพนะ ที่มีความเข้าใจว่าหัวใจของเรื่องที่จะนำเสนอคือสิ่งใด และก็ได้นำสิ่งนั้นออกมาเสนอในแบบที่มีความพอดีๆ ไม่ยัดเยียดจนเกินไป ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวก็เรียกว่าปรุงกำลังพอดี เปรี้ยวหวานมันเค็ม สรุปว่าลงตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกเพราะคนดู ไม่ได้ตั้งใจจะมาดูหนัง และคิดว่ามันคงจะออกแนวสารคดีอะไรแบบนี้เสียมากกว่า แต่คุณทำให้มันเป็นภาพยนตร์ที่น่าติดตาม จึงเป็นเรื่องน่าทึ่ง นักแสดงที่ไม่อยากจะเรียกว่านักแสดงเพราะไม่ได้แสดง แต่ใช้ชีวิตของตนเองไปตามธรรมชาตินี่ จึงไม่สามารถจะวิจารณ์ถึงความสามารถในการแสดงอะไรได้ แต่อยากจะเรียกว่ามันเป็นความบังเอิญ หรือโชคช่วยทำให้ส่วนผสมของนักแสดงหลักมันลงตัว และเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี เช่น โบ๊ต, Big Show ฯลฯ แต่ถ้าผมจะให้รางวัลตัวประกอบยอดเยี่ยมผมต้องยกให้แม่ของ Per เพราะแกเป็น Typical แม่แบบไทยๆที่ใครๆดูก็ต้องอมยิ้มว่านี่แหละคือแม่แน่ๆ เป็นอื่นไปไม่ได้

ในยุคนี้ Final Score ลงตัวสุดครับ ในการตอบโจทย์ของคนดูในยุคปัจจุบันที่กระแสของ "ความจริง" แบบปอกเปลือกกำลังมาแรง


ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยังไม่ได้ ไปดูเรื่องนี้ แต่ได้ยินกระแสหลายๆคนพูดถึง
ความรู้สึกแรก คิด "เด็กโต๋ อย่าพึ่งรีบโต" ที่ ป๊อบอารียาทำ เห่อ ๆๆ ทำไมหนอเราคิดว่า เขาก๊อบมาแน่ๆๆ
#1  by  ผ่านเลนส์ At 2007-02-06 20:41, 
มีแต่คนพูดถึงแฮะ
ผาเวลาไปดูมั่งดีกว่า

ไม่ได้มาเขียนตั้งนาน
สบายดีนะคับ
#2  by  AkE At 2007-02-06 21:24, 
เจ๋งจริงครับ อารมณ์เหมือนอ่านไดอารี่คนอื่น แต่เห็นภาพเคลื่อนไหวไปด้วย
#3  by  ฟิวส์ At 2007-02-07 00:11, 
เพิ่งไปดูมา
ชอบเวลาเปอร์คุยกะคุณแม่
เวลาอยู่ในรถ ฟังเพลงกะคุณแม่

ถึงแม้จะกวน ๆ แต่เราก็รู้ว่าในความกวน ซ่อนความผูกพันไว้

คิดเหมือนกันเลยว่าคุณแม่แบบเปอร์นี่แหละ ขี้บ่น เป็นห่วงไปซะทุกเรื่อง แต่นี่แหละ "คุณแม่"

แต่เราว่าหนังน่าจะมีรายละเอียดมากกว่านี้นะ
จะดีมากขึ้นเยอะเลย
#4  by  ข้าวปุ้น At 2007-02-08 13:48, 
** แก้**
คิดเหมือนกันเลยว่าคุณแม่ของเปอร์นี่แหละ ขี้บ่น เป็นห่วงไปซะทุกเรื่อง แต่นี่แหละ "คุณแม่" ของจริง

#5  by  ข้าวปุ้น At 2007-02-08 13:49, 
ยังไม่ได้ดูเลยฮับ

อยากดูจัง
#6  by  zui ai yanchengxu At 2007-02-08 22:17, 
เอ้ามาคอมเม้นท์กัน

ไปดูมาแล้วครับ ไปดูคนเดียว มีความสุขดี ฮัมเพลงไปด้วย เวลากวนๆ ก็หัวเราะคนเดียว เพราะไปดูช่วงท้ายๆ แล้ว ไม่ค่อยฮอตแล้วอ้ะ

เรื่องเนื้อหา ผมว่า มันทำให้เราคิดถึงวันเก่าๆของเรามากเลยนะครับ แล้วก็คิดถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น ตอนที่เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าอยากเป็นอะไร แต่คนอื่นเค้าเป็นไอ้นั่น ไอ้นี่ เราก็เหมาๆรวมๆไปด้วย

ส่วนเรื่องเทคนิคการถ่ายทำและตัดต่อ ผมว่าค่อนข้างเนียนดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการนำเพลง วันเดือนปี มาแปลงเป็นหลายๆเวอร์ชั่นในช่วงเวลาต่างๆ ด้วยเพราะเพลงมีเนื้อหาที่ดีอยู่แล้ว และสามารถใช้ร่วมกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีครับ

การสื่อสารในเรื่องบางช่วงก็แสดงให้เห็นถึงความหดหู่ สับสน ผิดหวัง สมหวัง ดีใจ ได้อย่างถึงใจทีเดียวครับ

แหม นึกแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กนะครับ ถึงต้องเอ็นทรานซ์ใหม่อีกรอบก็ยอมครับ
#7  by  dita (203.188.60.190) At 2007-03-18 23:41, 
ฉากสำคัญของเรื่อง " ก็ตอนที่เด็กๆทุกคนต้องเข้าไปนั่งข้อสอบในสนามสอบที่มีคนแข่งขันกันอยู่เป็นพันๆคน สื่อให้ผู้ใหญ่ทุกท่านได้ทราบว่า พวกเด็กๆต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อ..ผู้ใหญ่นั้นเอง ? " ผู้กำกับเขาบอกมาแบบนี้อ่ะคะ
#8  by  WAN MI (203.113.41.41) At 2007-03-25 21:09, 
อ๋อ เรื่องนี้ได้ดูเหมือนกัน
นั่นล่ะ ชีวิตเด็กม.6 กับ การศึกษาไทย
ชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกันค่ะconfused smile
#9  by  antzzer At 2007-10-18 16:41, 

<< Home