2009/Mar/21

 

ปิดเทอมนี้!! มาทำอะไรที่แปลกใหม่ สนุกอย่างมีสาระกันดีกว่า!! กับค่ายละคร "ห้าวันฉันเปลี่ยน" :-

เปลี่ยน "ความเบื่อ" ให้กลายเป็น "ความสนุก" 
เปลี่ยน "ความเหงา" ให้กลายเป็น "เพื่อนตรึม" 
เปลี่ยน "ความเฉี่อย" ให้กลายเป็น "ความตื่นตัว" 
จะรออะไร เพราะชีวิตไม่ได้อยู่แต่ในหน้าจอ มาฝึกละครซ้อมชีวิตกันดีกว่า..
รับสมัครเยาวชนอายุตั้งแต่ 14 ถึง 18 ปี เข้าค่ายฝึกอบรมละคร 5 วันเต็ม กับ "พี่ฉั่ว" นักการละครเพื่อการพัฒนาฯ 
ตั้งแต่วันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2552 สถานที่ ห้องประชุมเกาะกลางน้ำ อุทยานสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ รายละเอียดติดต่อ 
087-2016627, 087-5076563, 081-4853749 ค่าสมัคร 350 บาท  รีบสมัครก่อน 20 เมษายน 2552 นี้!!!
(รับสมัคร Staff มาช่วยดูแลน้องๆด้วย)

2009/Jan/21


ชีวิตคือละคร แต่คนส่วนใหญ่มิได้เป็น 'ตัวเอก' ในละครชีวิตของตนเอง เราสวมบทผู้ถูกกระทำตลอดเวลา เรากล่าวโทษสถานการณ์รอบข้าง ผู้คนอื่นๆ เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปตามอย่างที่หวัง เราแปรเปลี่ยนเจตจำนงค์ที่จะลุกชึ้นมาแก้ไขชีวิตของเราเองให้กลายเป็นเสียง บ่นยอบแยบ และคำพูดปลอบประโลมใจ หรือหาเหตุผลตรรกะเพื่อนำมาอธิบายสภาพที่เราเป็นอยู่ เพื่อหาความชอบธรรมของจุดๆนี้ที่เรายืนอยู่ มีหลายคนคุ้นชินกับการเล่นบทผู้ถูกกระทำ เมื่อถึงจุดหนึ่งความชอบธรรม และการหาเหตุผลเชิงตรรกะก็กลับกลายมาเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องการยอมรับ ความเห็นอกเห็นใจ บางครั้งตัวเราเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับบทชีวิตรันทดนี้ จนมองไม่เห็นความจริงว่าเราได้สร้างมายาภาพนี้ขึ้นเพื่อเป็นเกราะกำบังตัว เอง เป็นข้ออ้างที่เราจะไม่เผชิญกับความเกียจคร้านในการค้นหาและเดินทางไปสู่สัจ จภาพ เมื่อผู้คนให้ความเห็นอกเห็นใจเรากลับแปรเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นเครื่องมือใน การหาประโยชน์จากผู้อื่น เราหาประโยชน์จากความสงสารเห็นใจ เราฉกฉวยและทำร้ายคนรักภายใต้หน้ากากของความปรารถนาดี เราฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของมนุษย์ และแอบซ่อนรอยยิ้มไว้ภายในและภาวนาว่าเราจะไม่ถูกใครทำเช่นนี้กับเราในอนาคต ผลจากการทำร้ายผู้อื่นแม้แต่ในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้เราระวังตัวแจ เมื่อเราระวังตัว เราก็ปิดป้องไม่เปิดรับ เมื่อทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า เราจะเดินออกไปจากหนทางของความรักที่แท้ไปทีละก้าว เหลือไว้เพียงเค้ารางของความทรงจำเกี่ยวกับมัน มนุษย์ที่อยู่โดยปราศจากรักแท้จึงวิ่งวุ่นเพื่อหาสิ่งต่างๆมาเติมเต็ม โดยหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะเติมเต็มจิตวิญญานอันว่างเปล่า พวกเขาหวังว่าจะมีบางสิ่งที่จะมาแทนที่ความรู้สึกผิด และสามัญสำนึกที่โบยตีเขาทุกเมื่อเชื่อวัน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบสิ่งที่ว่านั้น

    การกลับมาเล่นบท 'ตัวเอก' ในละครแห่งชีวิตของเราต่างหากที่จะทำให้เรากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อเราปฏิเสธอิสภาพเทียมๆ และความกรุณาที่เคลือบคลุมเอาไว้ด้วยเจตนาที่จะควบคุมสั่งการ เราจะกลับมายืนอยู่ตรงกลางเวที 'ปริมณฑลแห่งชีวิต' ของเราอีกครั้ง แน่นอน เราจะต้องได้รับความลำบากยากเข็น แต่ไม่ดีหรือที่เหงื่อทุกหยาดหยดนั้นกลั่นออกมาจากความปิติ ความสนุก นอกจากนั้นเรายังยิ้มร่าที่ได้กลับมาเป็นนายเหนือชีวิต หัวใจพองโตเหมือนได้พบสิ่งที่ตามหามานาน แต่ไม่รีบร้อนที่จะครอบครอง ไม่ร้อนรนที่จะเป็นเจ้าของ เพราะเข้ารู้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลไปจากตัวเขาเอง เหมือนลูกคลื่นที่วิ่งไปทั่วมหาสมุทร ฉับพลันก็ตระหนักรู้ว่ามหาสมุทรก็คือตัวเขานี้เอง

2008/Dec/27

4 ธันวาคม 2551

วันนี้เป็นวันที่ 4 ของเทศกาลละครแล้ว เมื่อวานผมได้พูดคุยกับเวโรนิค (ชาวฝรั่งเศษ) เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่กับสมองและการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เราพบว่าเรามีความสนใจใกล้เคียงกันมาก ผมคิดว่าการสนทนาของเราเป็นไปได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ เราคุยกันเรื่องสมองสามชั้น คุยกันเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของอารมณ์ และผัสสะในการนำพามนุษย์ไปสู่ความจริงในระนาบอื่นๆที่นอกเหนือไปจากความคับแคบของตรรกะของสมองซีกซ้าย เวโรนิคเป็นชาวตะวันตกที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งเพราะเธอต่างจากฝรั่งทั่วๆไปที่ผมรู้จัก ที่จริงแล้วชาวต่างชาติหลายๆคนที่ผมพบใน workshop นี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากชาวต่างชาติทั่วๆไปที่ผมรู้จักอย่างมากมายพอสมควร บางคนก็นับถือศาสนาพุทธและปฏิบัติภาวนาเป็นประจำเช่นรูนา ชาวนอร์เวย์ เธอใส่กำไลลูกประคำเอาไว้เสมอ และนั่งสมาธิตอนเช้าเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทุกๆเช้า ส่วนหลายๆคนที่ผมไปพูดคุยด้วยก็ได้เคยเข้าคอร์สอบรมภาวนามากันบ้างแล้ว เช่น นาตาลี เคยเข้าคอร์สอบรมของโกเองกาเป็นเวลาสิบวัน บางครั้งเวโรนิกาก็ได้จัดภาวนาในหมู่เพื่อนๆในช่วงคริสต์มาส นับว่าชาวต่างชาติมีความสนใจในเรื่องของการฝึกปฏิบัติกันอย่างตื่นตัว มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนไทยเราอยู่ใกล้กับของดีเพียงแค่นี้แต่เรากลับไม่ค่อยให้ความสนใจจะศึกษา และปฏิบัติกันอย่างจริงจังนัก หรืออาจจะต้องรอให้การปฏิบัติภาวนากลายเป็นแฟชันที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจ และให้ความสำคัญเหมือนกับโยคะกันเสียก่อนกระมัง คนไทยเราจึงจะค่อยหันมาให้ความสนใจ

    เมื่อวานเวโรนิค ได้ถามคำถามหนึ่งที่ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ เธอถามว่าคนไทยเราฝึกปฏิบัติภาวนากันเป็นปกติหรือไม่? คำตอบหนึ่งผุดขึ้นมาในใจเลยว่า "ไม่หรอก" แท้จริงแล้วมันออกจะเป็นเรื่องผิดปกติเสียด้วยซ้ำที่คนไทยอย่างเราจะลุกขึ้นมาตอนเช้าแล้วนั่งสมาธิ ภาวนาสักครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะลุกขึ้นไปปฏิบัติภารกิจประจำวัน พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างนั้น ดังนั้นการที่คนไทยคนไหนฝึกปฏิบัติโดยมิได้บวชเรียน ก็จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่อง "ปกติ" ทุกวันนี้คนไทยเราอยู่กับความไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน จนไม่รู้เสียแล้วว่าความเป็นปกติธรรมดาเป็นอย่างไร จิตใจของเราไม่ปกติ ร่างกายของเราก็เร่งร้อนที่จะเดินทางและทำงานจนเกินพอดี ความคิดของเรานั้นก็แสนจะสับสนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาไม่อาจจะตั้งมั่นอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ความรู้ที่เรามีอยู่อย่างมากมายก็แปลกแยกเสียจนไม่รู้ว่าจะหยิบจับมาใช้ในช่วงเวลาไหนให้ได้ทันการ "จิตที่ควรค่ากับการงาน" นั้นมีฐานที่ตั้งมั่นแต่มีความไวยืดหยุ่นจนสัมผัสได้แม้เพียงสภาวะของความหลงแม้เพียงเสี้ยวขณะจิต คล้ายกับการรำมวยจีนหรือเปล่า? การยืนท่าม้ามั่นคงแข็งแกร่ง แต่ท่อนบนพริ้วไหวไร้การฝืนบังคับกล้ามเนื้อให้ใช้พลังงานได้อย่างพอดิบพอดีกับท่วงท่าอันอ่อนโยน จิตที่จะมีพละกำลังได้ก็ต้องฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังนั้นถ้าเราได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ ลองถามตัวเองว่า 365 วัน มีวันไหนบ้างที่ได้นำจิตใจน้อมมาคิดใคร่ครวญเรื่องการปฏิบัติธรรม และในแต่ละวันได้ให้เวลาตรงไหนบ้าง นอกจากการสวดมนต์แบบขอไปทีตอนก่อนนอน!