2010/Jan/29

ผมเห็นว่าการที่เทศบาลอนุมัติให้สร้างคาร์ฟูในเขตเมืองนี้น่าศึกษา

มันแสดงให้เห็นว่า "สำนึกของชุมชน" นครสวรรค์นั้นซับซ้อนและมีนัยที่พันกันอยู่อย่างยุ่งเหยิงอลวน การที่คนในพื้นที่เพียง 2 กลุ่มเล็ก ๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นแย้งกันไปมา (คัดค้าน - สนับสนุน) แสดงว่าคนส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็น หรือไม่ทราบข้อมูลว่าจะเกิดมีอะไรขึ้นในจังหวัด แม้แต่คำว่าจังหวัดก็คาใจผมอยู่ เพราะสำนึกชุมชนของเรามีอาณาเขตกว้างครอบคลุมไปถึงเพียงใด? คนนครสวรรค์เอาเฉพาะในเขตเมืองอาจจะถูกบ่มเพาะ "จิตสำนึกทางการเมือง" มาต่ำก็ได้กระมัง เพราะ เราถูกสอนให้เอาตัวเองให้รอดก่อน ก่อนจะไปยุ่งหรือสนใจกับเรื่องของชาวบ้าน เมื่อเราเอาการ "อยู่รอด" เป็นที่ตั้งเสียแล้ว การ "อยู่ร่วม" ที่ตามมาจึงเป็น "การอยู่ร่วมเพื่ออยู่รอด" 

สมาคม ชมรม การรวมตัวเป็นกลุ่ม ในจังหวัดนครสวรรค์ ถึงแม้ดูภายนอกจะใหญ่โตอลังการด้วยสถานที่เช่น ชมรมขนส่งทางบก ฯลฯ ชมรมผู้ค้าอะไหล่ฯ หรือแม้แต่การรวมกันเพื่อทำงานสังคมเช่น โรตารี โรตาแล็ก ไลออนส์ หรือองค์กรสาธารณะเช่น หอการค้าฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึก ๆ แล้วเอาความ "อยู่ร่วมเพื่ออยู่รอด" ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะหลายคนเข้าไปทำงานด้วยผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมที่แยกกันไม่ค่อยจะออก เรื่องนี้เกี่ยวโยงเรื่องเจตนาด้วย เจตนาของการทำทาน หรือทำงานสาธารณะหากเจือด้วยว่าท้ายที่สุดมันจะให้ประโยชน์กับตัวฉัน ครอบครัวของฉัน และธุรกิจของฉันอย่างไร ถ้าเริ่มอย่างนี้การทำทานก็ไม่สมบูรณ์ เพราะทานคือการสละเสียซึ่งความตระหนี่ แต่ส่วนใหญ่เราให้เพราะเจตนาอื่นเช่นคนอื่นเขาให้กัน ให้เพื่อตัดรำคาญรบเร้า ให้เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคม ให้เพื่อจะได้รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม ฯลฯ การให้ในลักษณะนี้รายละเอียดการให้จึงไม่มี จึงกลายเป็นเอาเงินไปให้ เอาอาหารไปเลี้ยง ทำแล้วก็รู้สึกมีความสุข เรื่องนี้ก็อนุโลมว่าก็ยังดีแต่ถ้าทำเป็นอยู่อย่างเดียวก็น่าจะมาพิจารณาตัวเองในฐานะคนรุ่นใหม่  เปาโล แฟร์เรียกการให้แบบนี้ว่า False Generosity เพราะเป็นความกรุณาเทียม ๆ  คือการให้ของเราคือการกดขี่ผู้อื่น เป็น Action ที่บอกว่าเราเหนือกว่าเขา และเราไม่รู้ตัวเองเลยว่าเรากำลังรักษาชนชั้นทางสังคมเอาไว้ด้วยการให้แบบนี้ของเรา เราไม่รู้ว่าเรากำลังส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมให้ดำรงอยู่ 

เมื่อเรา "อยู่ร่วมเพื่ออยู่รอด" เราจึงเลือกปฏิบัติ มันแปลกหากเรามาดูกันว่าชาวอำเภอเมืองนครสวรรค์ สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดงานตรุษจีนฯอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี แต่ทำไมจึงไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาร์ฟู หรือเรื่องสาธารณะอย่างเรื่องแบรนด์จังหวัด หรือมหาวิทยาลัยมหิดลได้ดีเท่าทีควร คำถามนี้ค้างคาในใจผมมาตลอด จนมาเข้าใจเรื่องเจตนาจึงกระจ่างแล้ว ใช้ทฤษฏีอยู่ร่วมเพื่ออยู่รอดมาจับ ผมมองเป็นสองประเด็น

1. เราแสดงออกทางสังคมหากงานนั้นให้ประโยชน์กับเรา ครอบครัวของเรา 
ทั้งในแง่เศรษฐกิจและเกียรติ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม 

2. เรา 'ละเว้น' การแสดงออกทางสังคมหากงานนั้นอาจจะส่งผลเสียกับเรา ครอบครัวของเรา 
ทั้งในแง่เศรษฐกิจและเกียรติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม 

กรณีการทำงานโรตารี โรตาแร็ค ไลออนส์ ชมรมศิษย์เก่า ผู้พิพากษาสมทบ อะไรนั่นผมจัดให้อยู่ในกลุ่มแรก พวกที่เข้าไปทำงานสังคมแล้วสุดท้ายเวลามีจัดเบรกกาแฟ หรือบุฟเฟ่เลี้ยงอาหารแล้วต้องไปที่ของเขานั้นก็อยู่กลุ่มนี้ กลุ่มชมรมชื่อแซ่ทั้งหลายก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน พวกที่แต่งงานเพราะจะได้เชื่อมความสัมพันธ์ทางธุรกิจก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เถ่านั้ง และ YE จะรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยหรือเปล่าพวกท่านก็ลองพิจารณาเอาเองตามสติปัญญา

กลุ่มที่สองก็คือกลุ่มที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวใด ๆ เลย หากสิ่งที่จะเคลื่อนไหวนั้นอาจจะนำผลเสียให้กับตัวเอง คือผลประโยชน์ก็ไม่ได้อะไรกับเขาจึงไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น เพราะกลัวจะเสียประโยชน์ 

เมื่อแยกกันเสียอย่างนี้ได้ ผมจึงเข้าใจสังคมนครสวรรค์มากขึ้น และไม่มองอย่างผิวเผินและไม่พูดง่าย ๆ ว่า นครสวรรค์เป็นชุมชนเข้มแข็งนะ เพราะมีกิจกรรมทางสังคมมากมาย เมื่อสามารถแยกแยะได้และมองลึกไปถึงเจตนา การเหมารวมแบบนี้จึงไม่เกิดขึ้น จึงมองได้ว่าในบางพื้นที่ทางสังคม ชุมชนเมืองนครสวรรค์อ่อนแอมากเช่น สำนึกพลเมือง สำนึกทางการเมือง เป็นต้น 

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นใจและไม่เข้าใจมนุษย์ในกลุ่มแรกดอกนา ผมว่าผมเข้าใจพวกเขาดี เพราะมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้มีความรัก โลภ โกรธ หลงเป็นธรรมดา ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากผมเลย เปรียบเสมือนงานเลี้ยงที่กำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานคึกคัก เผอิญผมอาจจะไปยืนสูบบุหรี่ที่ข้างระเบียงแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเอง ตามประสาคนชายขอบ.


2010/Jan/06

 

อะไรที่ทำให้ธนาคารแห่งหนึ่งลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ให้เข้ากับท้องถิ่น?  อะไรที่ทำให้ธนาคารกสิกรไทยสาขาปายใช้ไม้ฝาบ้านเก่า ๆ สีซีดจางมาตกแต่งผนัง?  แทนที่จะเป็นสีไม้บีช หรือไม้โอ๊คที่ดูหรูหรา เพราะเหตุใดเราจึงเห็นโคมไฟที่หุ้มด้วยผ้าสีเอิร์ทโทนให้แสงนุ่มนวลสบายตา แทนที่จะเป็นแสงสีขาวของนีออนที่สว่างจ้าเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล หรือโรงงาน?  ทำไมธนาคารแห่งนี้จึงดูไม่มีเค้าของความเป็นธนาคารเหลืออยู่เลย มันดูคล้ายจะเป็นร้านกาแฟน่านั่งร้านหนึ่งเท่านั้นเอง?

     

      ผมยอมรับว่ารู้สึกอึ้งเมื่อได้เห็นภาพธนาคารกสิกรไทยสาขาปาย ไม่คิดว่าในชีวิตจะได้เห็นธนาคารในประเทศไทยที่ตกแต่งได้กิ๊บเก๋ขนาดนี้ ผมตื่นเต้นครั้งแรกเมื่อพบว่าชั้นล่างของธนาคารกสิกรสาขาสยามสแควร์ถูกแปลงร่างเป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ แต่เรื่องนี้มันก้าวไปอีกขั้นอย่างคาดไม่ถึง เพื่อนนครสวรรค์หลายคนอยากจะให้ธนาคารบ้านเราทำแบบนี้บ้าง ตกแต่งในสไตล์วัฒนธรรมของนครสวรรค์ ก็ไม่รู้จะออกมาเป็นไงเพราะอาจจะต้องมีสิงห์โต มังกร และคงจะหนีไม่พ้นลุคแบบโรงเตี้ยมในหนังจีนเป็นแน่? ถ้าหากเรายอมรับว่านั่นคือวัฒนธรรมของนครสวรรค์.. คงจะสนุกน่าดูถ้าชาวบ้านที่มาจากต่างจังหวัด จะเข้ามาทำธุรกรรมแล้วหาธนาคารไม่เจอเพราะนึกว่านี่เป็นร้านอาหารจีน หรือเป็นภัตตาคารเล่งหงษ์สาขา 3 4 หรือ 5

     

      ปัญหาว่าวัฒนธรรมนครสวรรค์คืออะไรคงตอบกันชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่จบ เพราะวัฒนธรรมมีความหลากเลื่อนในความหมายอยู่แล้ว หากถ่ายภาพวัฒนธรรมเอาไว้ได้ภาพที่เห็นก็คงจะมีอายุขัยเพียงชั่วงูแลบลิ้น ก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงภาพของ "อดีตวัฒนธรรม" ภาพที่เราเห็นในกสิกรไทยสาขาปาย ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่านั่นคือวัฒนธรรมของปาย แต่อาจจะพูดได้ว่าเป็น "กลิ่นอาย" ของความรู้สึกของคนแถวนั้น ซึ่งคนแถวนั้นจะมีสักกี่คนที่เป็นคนปายแท้ ๆ เอาเป็นว่าวัฒนธรรมเช่นนี้เป็นภาพแทนของสิ่งที่คนคิดว่า "ปาย" ควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ตกแต่งไปอย่างนั้น "ตามที่เห็นและเป็นอยู่" ผลิตซ้ำความหมายของสุนทรียภาพในแบบของปาย สืบต่อกันไปเรื่อย ๆ จนไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มที่ไหน และจะจบลงตรงไหน และอาจจะบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแล้วมันแตกต่างหรือเหมือนกับที่อื่น ๆ ตรงไหน

     

      ถ้าถามว่านครสวรรค์ควรจะมีอะไรแบบนี้มั้ย ผมว่าถ้าหากมีมันก็สนุกดี และถ้ามันน่ารักจริงผมก็อาจจะไปแกร่วอยู่ทุกวันก็ได้ ไม่แน่ผมอาจจะไปเปิดร้านน้ำชาอยู่ข้าง ๆ หรือไม่ก็ติมซำนึ่งสด ก็น่าจะเข้ากันได้ 

 

     แต่คำถามนี้ก็กวนใจผม ว่าแล้วเราควรจะมีธนาคารท้องถิ่นที่ตกแต่งในกลิ่นอายนครสวรรค์หรือไม่? จริง ๆ แล้วถ้าจะขยายขึ้นไปอีกคำถามก็คือจริง ๆ แล้วธุรกิจที่ไม่ใช่เป็นของคนท้องถิ่นควรจะปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นในดีกรีที่มากหรือน้อยแค่ไหนเพียงใด ผมคิดเล่น ๆ และจะลองนำเสนอกรอบวิธีคิด โดยผมมองเรื่องนี้เป็นสองแกน แกนที่หนึ่งคือสถานการณ์แวดล้อม ส่วนแกนที่สองคือเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ซึ่ง 2x2 จึงได้เป็น 4 แบบ ดังนี้ "จำเป็นต้องมี แต่ไม่อยากมี" "จำเป็นต้องมี และอยากมี" , "ไม่จำเป็นต้องมีแต่อยากมี"  และสุดท้าย "ไม่จำเป็นต้องมี และไม่อยากมี"

     

      ถ้าเรากระทำการในแบบ  "จำเป็นต้องมี ถึงแม้ไม่อยากมี" หมายความว่าสถานการณ์แวดล้อมบอกเราว่าเราจำเป็นต้องมี ส่วนที่ไม่อยากมีก็คือคนในองค์กรของเราไม่อินกับเรื่องนี้เลย  การ "จำเป็นต้องมี ถึงแม้ไม่อยากมี"  ก็คือการที่สถานการณ์บอกกับเราว่าหากเราทำธนาคารให้เข้ากับกลิ่นอายของท้องถิ่นนครสวรรค์ถือว่าผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะคู่แข่งเขาทำอย่างนั้นกันหมดแล้วและลูกค้าเองก็คาดหวังกับเราว่าต้องมี ถึงแม้ว่าเราจะไม่อยาก หรือไม่อินกับเรื่องเหล่านี้เลยเราก็ต้องฝืนใจมี หรือฝืนใจลงทุนทำอย่างนั้นเพื่อการอยู่รอด

 

 "จำเป็นต้องมี และอยากมี" ถ้าตกอยู่ในแบบนี้ คู่แข่งของเราเขามีกันแล้ว และเราเองก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดีน่ามีน่าทำ เราอยากจะอยู่ร่วมกับเขาเราก็ทำไปตามนั้น

 

 "ไม่จำเป็นต้องมี แต่อยากมี" ในแบบนี้เราเป็น Trend Setter เป็นจ่าฝูง เพราะความต้องการเช่นนี้อาจจะยังไม่ปรากฎในหมู่ลูกค้าอย่างชัดเจน คือจะว่าไปยังไม่มีลูกค้าคนไหนมาเรียกร้องให้เราทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ยังไม่มีลูกค้ามายืนยันว่าเขาต้องการจะเห็นว่าเราทาสีเสาของธนาคารของเราให้เป็นสีแดงแบบหนังจีนกำลังภายใน ส่วนคู่แข่งก็ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะขยับทำอะไรสักอย่าง แต่ให้ตายสิ เผอิญเราดันเห็นแล้วว่าถ้ามีมันจะดี เราจึงลงมือทำไปตามนั้น การทำให้ได้อย่างนี้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลกว่าสามัญชน แต่วิสัยทัศน์แค่นี้ก็ยังไม่พอยังต้องมีความกล้าเผชิญ ต้องสามารถตบตีกับลูกน้องและเจ้านายด้วยกระบี่ที่ถืออยู่ที่มือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งต้องถือพัดคอยปลอบประโลมคนรอบข้างเอาอกเอาใจให้เห็นพ้องกับเราไปด้วย เพราะทำสิ่งใหม่ก็ต้องใช้ภาวะผู้นำสูง พวกขี้แหยหรือเงื่อนไขเยอะถอยไปให้ห่าง เดี๋ยวปั๊ด!!!

 

"ไม่จำเป็นต้องมี และไม่อยากมี" ถ้าตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แสดงว่าสภาพการแข่งขันของเราไม่ได้บอกเราเลยว่าเราควรจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เปลี่ยนไปจากที่เราทำอยู่แล้ว ๆ มา ลูกค้าก็เฉยสนิทไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษขนาดนั้น อาจจะต้องการเพียงอย่างเดียวก็คือสินค้าดี ราคาถูก สะดวก ปลอดภัย จบ... หรือลูกค้าอาจจะพึงพอใจแล้วที่ธนาคารของเราดูไฮเทค สะอาด สว่าง เรียบร้อย ดูน่าเชื่อถือ ไม่ได้ต้องการที่วางปากกาที่เป็นรูปมังกรคาบแก้ว หรือที่รองแก้วน้ำเป็นยันต์แปดเหลี่ยมง๊อไบ๊ โดยสรุปคือความต้องการพื้นฐานที่เราทำอยู่แล้วและจะทำต่อไป ที่ว่าไม่อยากมีก็คือ เราไม่อยากจะทำอะไรอย่างนั้น จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ เราอาจจะขี้เกียจ หรือไม่มีเงินลงทุนเพียงพอที่จะทำอะไรแบบนั้น สุดท้ายเราจึงไม่ทำอะไร รวมทั้งไม่รู้สึกว่าการไม่ทำมันเป็นปัญหาอะไรมากมายด้วย

 

ถ้าถามผม นครสวรรค์ หากวิเคราะห์สถานการณ์แวดล้อมจัดอยู่ในกลุ่ม "ไม่จำเป็นต้องมี" หากวิเคราะห์องค์กรของเราก็น่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม "ไม่อยากมี" รวมกันก็คือ "ไม่จำเป็นต้องมี และไม่อยากมี" สรุปว่าโอกาสที่ผมจะเห็นอะไรแบบนี้ในนครสวรรค์ในเร็ว ๆ นี้มีน้อย จนถึงน้อยที่สุด....

 


 

2009/Mar/21

 

ปิดเทอมนี้!! มาทำอะไรที่แปลกใหม่ สนุกอย่างมีสาระกันดีกว่า!! กับค่ายละคร "ห้าวันฉันเปลี่ยน" :-

เปลี่ยน "ความเบื่อ" ให้กลายเป็น "ความสนุก" 
เปลี่ยน "ความเหงา" ให้กลายเป็น "เพื่อนตรึม" 
เปลี่ยน "ความเฉี่อย" ให้กลายเป็น "ความตื่นตัว" 
จะรออะไร เพราะชีวิตไม่ได้อยู่แต่ในหน้าจอ มาฝึกละครซ้อมชีวิตกันดีกว่า..
รับสมัครเยาวชนอายุตั้งแต่ 14 ถึง 18 ปี เข้าค่ายฝึกอบรมละคร 5 วันเต็ม กับ "พี่ฉั่ว" นักการละครเพื่อการพัฒนาฯ 
ตั้งแต่วันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2552 สถานที่ ห้องประชุมเกาะกลางน้ำ อุทยานสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ รายละเอียดติดต่อ 
087-2016627, 087-5076563, 081-4853749 ค่าสมัคร 350 บาท  รีบสมัครก่อน 20 เมษายน 2552 นี้!!!
(รับสมัคร Staff มาช่วยดูแลน้องๆด้วย)