2008/May/09


อ. วิศิษฐ์ วังวิญญู สอนให้ผมเก็บเพชร ก็คือการจับประเด็นให้ได้ว่าหัวใจของเรื่องที่เรากำลังจะเขียนนั้นคืออะไร ผมเป็นคนหนึ่งหล่ะที่ตกอยู่ในประเภทที่รักพี่เสียดายน้อง และปล่อยตัวเองให้ลื่นไหลไปกับกระแสของความคิดที่กำลังเกิดขึ้น บางครั้งจึงลืมไปว่าเราจะต้องดูแล 'วาระ' ของเรื่องด้วย การคลี่คลายของเรื่องราวนั้นน่าจะมีแบบแผนบางอย่างที่เป็นธรรมชาติของมันอยู่เอง การสอดใส่วาระของผู้เขียนลงไปโดยไม่ดูแลวาระของเรื่องอาจจะทำให้ได้เพียงการเก็บ 'ก้อนหิน' เรี่ยไร่ปลายทาง ไม่สามารถเก็บ 'เพชร' เม็ดงามตามที่ตั้งใจหวัง

วันนี้ผมจึงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าถ้าให้ผมเลือกเก็บ 'เพชร' เม็ดงามแค่เพียงสักเม็ดเดียวจากประสบการณ์การไปเยี่ยมชมค่ายละครของคณะมะขามป้อม เพชรเม็ดนั้นน่าจะเป็นอะไร?

ผมคิดว่าคำถามนี้ตอบยาก เพราะเป็นเรื่องของการต้อง 'ตัดใจ' การตัดใจจะคล้ายกับการ 'ตัดสินใจ' หรือไม่ การตัดใจฟังดูเด็ดขาดและห้วนด้วนกว่า บอกถึงการสูญเสียเสี้ยวส่วนของใจ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการ 'เสียใจ' แต่ตรงนี้ก็ไปเชื่อมโยงของกระบวนการ Collapse ความเป็นจริงที่เป็นเอนกอนันต์ของความเป็นไปได้ทั้งหมดของจิตสำนึกที่อธิบายด้วยควอนตัม ฟิสิกส์ 'การเลือก' ชีวิตย่อมเต็มไปด้วยการเลือก แต่เราจะเป็นผู้เลือกเอง หรือจะเป็นผู้ถูกเลือก?

เพชรเม็ดงามของกระบวนการทางละครของมะขามป้อมอยู่ที่เทคนิคในการ "พัฒนาละครต้นแบบอย่างด่วนจี๋" หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Rapid Prototyping ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเทคนิคในการพัฒนาและออกแบบทางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งผมต้องขอยืมมาใช้ก่อนเพราะยังไม่เห็นว่ามีอะไรจะเหมาะสมกว่านี้ ดังนั้นผมจึงขออนุญาติบัญญัติศัพท์ใหม่ที่ใช้เรียกกระบวนการนี้ว่าเป็น Rapid Prototyping of Dramatic Process หรือ เรียกสั้นๆว่าเป็น Rapid Drama ก็น่าจะโก้เก๋ หรือเป็น RPDP ก็ฟังดูจะคล้ายชื่อพรรคการเมืองไปหน่อย

Rapid Drama นั้นได้หยิบยืมเทคนิคที่สำคัญยิ่งที่เรียกว่า Image Theatre ซึ่งคิดค้นขึ้นโดยนักการละครเพื่อสังคมชาวบราซิล ชื่อ Augusto Boal พื้นฐานของ Image Theatre ซึ่งเป็นเทคนิควิธีการในการถ่ายทอดเรื่องเล่า (Story Telling) ผ่านการสื่อสารด้วยร่างกายโดยปราศจากคำพูด หรือถ้าวิเคราะห์อย่างแท้จริงแล้วก็คือการนำเอาสิ่งที่เป็น 'นามธรรม' เช่นอารมณ์ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ คุณค่าของมนุษย์มาแสดงออกมาให้เพื่อให้ตามองเห็นได้ ไม่ใช่เพียงเก็บกดเอาไว้ให้ 'อื้ออึง' ในหัวเราอย่างเดียว เป็นเทคนิคที่ทำให้เราได้ใช้ร่างกายของเราเองเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก ได้ปลดปล่อยให้กลายมาเป็น 'รูปธรรม' เพื่อสื่อสารให้กับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ จะว่าไปก็เป็นการเปิดเปลือยตัวตนภายในของเราออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้รับทราบ และได้สะท้อน ฉายภาพในมุมอื่นให้เรามองเห็น ไม่ให้เราจ่อมจมอยู่กับการรับรู้ที่เราคุ้นชินและหนีไม่ออกและไปไหนต่อไม่ได้ มองในแง่นี้มันก็คล้ายกับสุนทรียสนทนานั่นเอง เพียงแต่ 'ตรง' กว่า เพราะไม่มีการใช้คำพูด การใช้ Image Theatre นั้นเป็นเทคนิคขั้นเซียนโดยแท้เพราะไม่เพียงแต่จะฝึกให้นักแสดงตระหนักใน 'อาวุธนักแสดง' หรือการฝึกฝนทักษะการแสดงของตนเองแล้วก็ยังฝึกให้ถอยออกมาเป็นผู้ดู ซึ่งจะเป็นการขัดเกลาให้เกิดทักษะของการเป็นผู้กำกับการแสดงไปด้วยพร้อมๆกันในแบบฝึกหัดเดียว เพราะหลายครั้งเมื่อสร้างภาพที่กำหนดได้แล้ว ก็จะมีคำสั่งให้สลับกันออกมาชมภาพที่เกิดขึ้นจากความพยายามของพวกเขา

การใช้ Image Theatre อาจจะเริ่มด้วยการปั้นร่างกายในโจทย์ง่ายๆก่อน เช่น กำหนดให้ 10 คนทำกลุ่มให้เป็นรูปพระอาทิตย์ หรือดอกไม้ ในความคิดของกลุ่ม จากภาพนิ่งธรรมดาก็อาจจะให้มีภาพนิ่งมากกว่า 1 ภาพ แทนสถานะต่างๆ เช่น ดอกไม้หุบ ดอกไม้บาน เป็นต้น จากนั้นก็เริ่มให้โจทย์ที่ยากขึ้นเช่นให้ปั้นตัวเองเป็น พัดลม ซึ่งจะต้องกำหนดให้มีสวิชท์เลื่อนระดับความแรงของพัดลมด้วย เช่นเปิดเลข 1 จะต้องหมุนช้าๆ เลข 2 -3 หมุนเร็วขึ้นตามลำดับ และต่อไปโจทย์อาจจะกำหนดให้สร้าง Image ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วนในลักษณะ 3 มิติ เช่นให้ 10 คนนี้สร้างตัวเองเป็นช้าง ซึ่งมีอวัยวะครบทุกส่วนเช่น งวง หู หาง และจะต้องเคลื่อนที่ได้ด้วย จะเห็นว่าแค่เล่ามาก็สนุกแล้ว เด็กจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารความคิด การใช้ร่างกาย ทั้งหมดนี้ผ่านแบบฝึกหัดง่ายๆสนุกสนาน

เมื่อเล่นกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมแล้ว กลุ่มอาจจะถูกขอให้ทำในสิ่งที่ยากขึ้นไปอีกก็คือการปั้นรูปให้สามารถแทน หรือสื่อถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความเกลียดชัง สงคราม เป็นต้น ขั้นตอนนี้การใช้จินตนาการของเด็กจะมาเกี่ยวข้องอย่างมากทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คำที่แทนในเรื่องนามธรรมเหล่านี้ย่อมหลีกไปไม่พ้นจากวัฒนธรรมที่ประกอบสร้างเยาวชนแต่ละคนมา ถ้าหากเยาวชนมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่นถ้าหากมีเด็ก 10 ชาติมาอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้วละก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคงต้องทำงานอย่างมากในการสื่อสารความคิดระหว่างกัน ในระหว่างนี้เด็กๆอาจจะถูกขอให้ลุกออกจากกลุ่มมาชมภาพที่เพื่อนๆสร้างขึ้น และปรับแต่ง ปรับแก้ตำแหน่งของเพื่อนๆได้ตามสมควร และตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะแนะเยาวชนเหล่านี้ในเรื่องของการจัด Blocking ให้เขาได้ซึมทราบไปเลยว่าภาพที่สร้างขึ้นมานั้นสวยหรือยัง มีใครยืนบังกันหรือเปล่า การแนะให้เข้าใจเรื่องตำแหน่งบนเวทีที่มีผลต่อความรู้สึกของผู้ชม เมื่อทำตั้งแต่เนิ่นๆแบบนี้ ย่อมจะการันตีว่ามันจะค่อยๆซึมลงสู่สายเลือดของนักการละครรุ่นเยาว์ และทำให้เขาได้หยิบมาใช้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการประหยัดเวลา และยาพาราเซทตามอลของผู้กำกับในภายหลัง สรุปเพชรเม็ดเล็กตรงนี้ก็คือข้อความที่ผมได้ยินจากพี่เลี้ยงว่า "ไม่สวยไม่สื่อสาร" สาธุ

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่เทคนิคการสร้างเรื่อง การเขียนบท ซึ่งก็จะให้กลุ่มเด็กๆสร้างภาพนิ่ง 3 ภาพ ภาพแรกคือจุดเริ่มต้น ภาพที่ 2 คือเกิดความขัดแย้ง และภาพที่ 3 จะแทนจุดจบ โดยมีสถานการณ์กำหนดมาให้ เมื่อตะล่อมให้พวกเขาหาจุดเชื่อมระหว่างสามภาพนิ่งนี้ ผลสุดท้ายคุณก็จะได้ละครสั้นๆมาเชยชมหนึ่งเรื่อง! ทั้งหมดที่ผมพูดมานี่เด็กๆใช้เวลาเพียง 1 วัน ผมได้ชมละครจากฝีมือของเด็กในค่าย 4-5 เรื่องตอนสิ้นวัน หลายๆเรื่องทำเอาผม และพี่เลี้ยงที่นั่งชมหัวเราะงอหาย ขำในความน่ารักน่าเอ็นดู และทึ่งในความเฉลียวฉลาดของเด็กกลุ่มนี้

และนั่นเป็นเพชรที่ผมเก็บได้และนำมาชื่นชมผ่านตัวอักษรเหล่านี้ เสียดายว่าเวลาที่ไปอยู่น้อยไปสักหน่อย เอาไว้ครั้งหน้าถ้ามีเวลาจะนำมาแบ่งปันกันใหม่ Bye Bye มะขามป้อม ศูนย์เชียงดาว..ขอบคุณ ก๋วย พี่จ๋อน Richard ที่เอื้อเฟื้อที่พักครับ.

2008/May/07

ความเชื่อ และจินตนาการ

จากตอนที่แล้วที่ผมได้เกริ่นเรื่องของ "อาวุธนักแสดง" เอาไว้บ้าง สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำทฤษฏีมาลงสู่การปฏิบัติที่ผมคิดว่านี่ก็เป็น จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมะขามป้อม การนำลงสู่การฝึกฝนทักษะของนักแสดงนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักการละครจะนิยมใช้เกมส์ หรือแบบฝึกหัดการแสดง และมักจะเรียกทับศัพท์ว่าเป็น เอ็กเซอร์ไซส์ แบบฝึกหัดเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าให้ทำอะไร และมักจะใช้เวลาไม่มากส่วนใหญ่ก็อยู่ในราวๆ 10-30 นาที ต่อ หนึ่งแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดแทบทุกแบบฝึกหัดนั้นต้องการการมีส่วนร่วมของนักแสดง ส่วนใหญ่จะเน้นการ "ลงมือทำ" ไม่ใช่คิดอยู่ในหัว บางครั้งแบบฝึกหัดอาจจะต้องการผลที่เห็นชัดเจนเช่นเป็นผลแพ้ชนะ ซึ่งบางครั้งเราก็เรียกแบบฝึกหัดแบบนั้นว่าเป็น เกมส์การแสดง แต่บางครั้งก็ไม่ได้เห็นชัดเจนนัก เพราะอาจจะมีจุดประสงค์ให้นักแสดงได้ลอง ได้ทำ ได้มีประสบการณ์ ได้คุ้นเคยกับความรู้สึก การรับรู้ในมิติต่างๆที่กว้างขวางขึ้นกว่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

การ "ลงมือทำ" เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการฝึกการแสดง การลงมือทำในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว การใช้จินตนาการเองก็เรียกว่าเป็นการลงมือทำ หรือจะเรียกว่าลงมือปฏิบัติได้เหมือนกัน การเรียนรู้ทักษะของการเป็นนักแสดงนั้นจะทำไม่ได้เลยหากไม่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จะคิดเองในหัว หรือจะฟังเขาเล่ามาก็ไม่ได้ทั้งนั้น การลงมือทำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเป็นนักแสดง กฤษณะมูรติได้เคยกล่าวว่าสังคมของเราในสมัยนี้เป็นการยากมากที่เราจะได้ลงมือทำ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะใช้ชีวิตของเรา เป็นชีวิตแบบ "มือสอง" คือเราไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆเลย เรารับรู้เรื่องความรักผ่านจอโทรทัศน์ จากภาพยนตร์ แล้วเราก็ไปคิดว่านั่นคือการแสดงออกของความรัก เราอ่านหนังสือเพื่อซึมซับเอาความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและจิตวิญญานของจอมยุทธ์จากนิยายกำลังภายใน เราซึบซับ และทราบซึ้งถึงความเป็นลูกผู้ชายใจนักเลงเมื่อเราได้อ่านหนังสือเรื่อง "เสือดำ" ของ ป. อินทรปาลิต แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียง "ประสบการณ์มือสอง" เพราะเราไม่ได้ "ลงมือทำ" นั่นเอง ที่สถาบันขวัญเมือง เชียงราย เรียกความรู้มือสองเหล่านี้ว่าเป็นความรู้แบบ Semantics ยังไม่ซึมผ่านการใช้ชีวิตของเราจนกลายเป็นความรู้แบบ Episodic ที่อยู่ในเนื้อในตัวของเรา

แบบฝึกหัดการแสดงอันหนึ่งที่มะขามป้อมนำมาใช้ และผมคิดว่าได้ผลดีมากคือการฝึกเรื่องของการสร้างจิตนาการ และความเชื่อ วิธีการก็ง่ายๆพี่เลี้ยงจะกำหนดสิ่งของให้หนึ่งอย่าง อาจจะเป็น ฝาชี ไม้กระบอง ขวดน้ำ ม้านั่ง หรือกล่องอะไรสักอย่าง ควรจะมีขนาดไม่เล็กจนเกินไป และมีลักษณะพื้นฐานง่ายๆเช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยม หรือเป็นแท่งยาว ฯลฯ จากนั้นก็ให้นักแสดงออกมาหยิบจับวัตถุสิ่งของนั้น โดยใช้จินตนาการกำหนดไว้ในใจก่อนว่าจะให้วัตถุนั้นเป็นอะไร และขั้นที่สองก็คือใช้ "ความเชื่อ" ของเรามองผ่านลักษณะทางกายภาพของมัน และนำเอาวัตถุในจินตนาการของเรามาสวมทับลงไปให้พอดี ขั้นสุดท้ายก็คือลองปฏิสัมพันธ์กับวัตถุนั้นราวกับว่ามันได้กลายไปเป็น วัตถุในจินตนาการของเราอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว คำอธิบายนี้อาจจะดูเยิ่นเย้อ ผมจะยกตัวอย่างว่าถ้าหากโจทย์ให้ 'ม้านั่ง' เรามาหนึ่งตัว แล้วเราจินตนาการว่าม้านั่นนั้นคือกระจกส่องหน้าของเรา เราจะค่อยๆเข้าไปหาม้านั่นและจัดแจงวางมันในตำแหน่งที่เราคิดว่ากระจกส่องหน้าของเราจะอยู่ และจากนั้นเราก็อาจจะจัดทรงผม หรือแต่งหน้าของเราโดยมองเข้าไปที่ม้านั่งประหนึ่งว่ามันคือกระจกส่องหน้าของเรา ฟังดูแล้วน่าสนุกไม่น้อย และเมื่อนำมาใช้จริงก็พบว่าน้องๆที่มาเข้าค่ายหลายคนสนุกสนานกับแบบฝึกหัดนี้มาก แบบฝึกหัดนี้แท้จริงซับซ้อนมาก เพราะนอกจากเราจะต้องฝึกใช้จินตนาการที่มาจากการใช้งานสมองซีกขวาแล้ว เรายังต้องนำจินตนาการนั้นให้มาเชื่อมต่อกับโลกของความเป็นจริงให้ได้ เด็กที่ไม่เคยคิดหลุดกรอบเลย จะพบว่าแบบฝึกหัดนี้ทำได้ยาก และสำหรับผู้ใหญ่แล้วยิ่งยากใหญ่ เพราะความคิดของเราจะผูกพันกับตรรกะในแบบวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่า (Classic Science) มากจนเกินไป การเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นั้นได้ทำให้เราได้ละทิ้งความสามารถในการใช้จินตนาการของเราไปไม่น้อย การเชื่อว่าลูกโป่งที่อยู่ข้างหน้าเรานั้นเป็นลูกหินที่หนักอึ้ง ย่อมจะสร้างความขัดแย้งในใจของเราอย่างมากมาย เพราะเราทำใจให้เชื่อไม่ได้ว่าลูกโป่งคือก้อนหิน มันผิดหลักวิทยาศาสตร์! มันพิสูจน์ไม่ได้! เราจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าผู้ใหญ่หลายๆคนสูญเสียความสามารถใน "การเชื่อ" อะไรๆก็ไม่เชื่อเอาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ หรือมีหลักฐานที่ยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาจึงไม่ค่อย "น่ารัก" เท่าไหร่ เพราะพวกเขาได้ละทิ้งโลกแห่งเทพนิยายไปเสียจนหมดสิ้น และมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตนต้องมาเล่านิทานให้ลูกฟัง!


"ความเชื่อ" นั้นก่อให้เกิดพลัง มันเป็นเรื่องเดียวกับ "วิสัยทัศน์" ที่เราพูดกันมากในองค์กรต่างๆ ถ้าหากทุกๆวันเราถูกบีบบังคับให้อยู่บนโลกแห่งความจริง เราก็จงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทุกวันนี้เราจะหาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้น้อยลงทุกวัน เพราะกว่าพวกเขาจะเติบโตจากเด็กจนโตเราก็ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ คุณครู เพื่อนบ้าง สังคม ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการ "ฆ่าฟัน" ความฝันของหนูน้อยเหล่านั้น เพราะเรากลัว เราไม่แน่ใจว่า "เด็กช่างฝัน" จะอยู่รอดได้ในสังคมที่โหดร้าย เราจึงได้ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนเขาให้แกร่ง ให้ด้านชา ให้ไม่สะทกสะท้าน แล้วสุดท้ายเราก็ได้สร้างผู้ใหญ่ที่ละทิ้งความฝันเพิ่มขึ้นมาบนโลกอีกหนึ่งคน และเราก็สร้างได้เพียง "ผู้ตามชั้นเลว" ที่ทำงานไปวันๆอย่างไม่มีความสุข ขาดความคิดริเริ่ม เพราะพวกเขาขาด "ความฝัน" นั่นเอง

เมื่อมีความฝัน และความเชื่อ ละครก็ยังได้ให้ "การลงมือทำ" เพื่อให้เยาวชนได้มีประสบการณ์ตรง และนี่คือการสร้างสมดุลให้กับชีวิตของเขา ในโลกที่เด็กใช้ชีวิตของเขาบนโลกไซเบอร์ จะมีอะไรที่ดีกว่านี้ในการดึงให้พวกเขาได้มาทดลองมีประสบการณ์ตรง ด้วยประสาทสัมผัสทุกๆส่วน แทนที่จะมีประสบการณ์ชีวิตในแบบเสมือนจริงผ่านเมาส์คลิก?

วิจักษณ์ พานิช ได้พูดถึงการลงมือทำเอาไว้มากในหนังสือของเขา "เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" เขาได้เรียกมันว่าเป็นการ "กระโดดลงเหว" ซึ่งหมายความถึงการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างถวายตัว อย่างถึงแก่น อย่างศิโรราบกับมัน การเรียนละครเป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้การศิโรราบอย่างมาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การทำตามๆไปตามตัวอย่างเท่านั้น ผู้เรียนจะต้องมีการทำงานจากภายในตนเองด้วย สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์อาจจะคิดว่าไม่จริง คิดว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะสร้างความเป็นจริงภายนอก เสแสร้งแสดงอะไรบางอย่าง แล้วผู้คนก็จะโอนอ่อนสั่นคลอนไปตามบทบาทที่เขาเล่น แต่นั่นอาจจะใช้ได้กับละครเพียงบางประเภทเท่านั้น และในระยะยาวแล้วเขาจะพบว่าการเสแสร้งจะไม่สร้างเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ซื่อตรงกับความรู้สึกภายในของตนเองมาตั้งแต่แรก

วิจักษณ์ได้พูดถึงการ "ไม่ติดดี" หรือการไม่ติดภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นการยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตาของฉันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องทำ และนี่คือสิ่งที่ฉันจะไม่ทำ "ความดี" ในที่นี้มาจากการตัดสินของเสียงของสังคมส่วนใหญ่ มนุษย์เราส่วนใหญ่คุ้นชินกับการถูกตัดสินมาตลอดชีวิต ถูก ผิด ดี เลว เหล่านี้ ล้วนมาจากนอกตัวเราเสียทั้งสิ้น บางครั้งเราจึงพอใจที่จะใช้ชีวิตที่ "กลวง" มากกว่าที่จะใช้เวลาใคร่ครวญกับตนเอง ฟังเสียงภายในตัวเองอย่างจริงจังเพื่อให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตัวฉันเองต้องการอะไรแน่? คนที่หัดเล่นละครส่วนใหญ่จะต้องโดนเขกกระโหลกตรงนี้เสียก่อนจึงจะไปต่อได้ เขาจะต้องได้เรียนรู้ที่จะ "ย้ายบ้านของเขาเข้ามาไว้ในตัวเอง" นั่นคือการลืมให้หมดว่าภาพที่คนอื่นต้องการให้ฉันเป็นคืออะไร เพราะถ้าหากไม่ลืมเสียแล้ว โอกาสที่จะเล่นละครได้ดีเป็นไปได้น้อยมาก เพราะการเล่นละครนั้นต้องการ "ความเป็นคน" สูง เพราะละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองว่าต้องการอะไรตลอดเวลา! ภาษาในแวดวงเราเรียกว่า "Motivation" บางคนถึงกับงงเมื่อได้รับทราบความจริงในข้อนี้ เพราะตลอดชีวิตไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตนต้องการอะไร? พวกเราทุกคนคงจะเคยมีเพื่อนอย่างน้อยก็คนสองคนที่เล่นบท นางฟ้าผู้เสียสละตลอดเวลา และเฝ้าปฏิเสธความต้องการของตนเอง ฝัง กลบ และเผา จนเมื่อถึงเวลาที่ละครเรียกร้องให้คุณถามตัวเองก็เลยถึงกับอึ้ง! เมื่อได้รู้ว่าจริงๆแล้วฉันก็เป็นจอมมารคนหนึ่งเหมือนกัน ฉันมีกิเลสมากมายไม่ต่างกับคนที่ฉันเคยนินทาว่ากล่าวเหมือนกัน แต่รู้แล้วก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะนั่นเป็นบันไดขั้นแรกของการข้ามพ้นแบบแผนเดิมๆ "เทปม้วนเก่า" ที่ควบคุมกุมชะตาชีวิตของเรามานานจนเกินไปแล้ว ไปสู่ชีวิตใหม่ที่อิสระเสรีกว่า

เชื่อหรือเปล่า?

edit @ 7 May 2008 10:07:06 by ตัวร้าย

2008/May/01

วันนี้เป็นวันที่สองของการทำค่าย เด็กจากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศประมาณ 50 คน ผ่านการคัดเลือกเข้ามาในค่าย โดยให้เขียนเรียงความสั้นๆว่าเพราะเหตุใดจึงอยากจะมาเข้าค่ายละคร ก๋วยเล่าให้ฟังว่าเรียงความนั้นวัดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการใช้คัดเลือกเด็ก เท่าที่เห็นก็จะคละกันไปทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ทั้งมัธยมต้นและปลาย มีกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่มาจากทางเหนือ สังเกตเวลาพูดจากันในวงเวลาทำกิจกรรม บางครั้งเด็กก็เผลอพูดคำเมืองไปบ้าง หรือบางส่วนก็มาจากเชียงดาวเองก็มี ผมดูรายชื่อคร่าวๆเห็นบางคนมาจากกรุงเทพ และมีอยู่คนที่มาไกลจากสงขลาทีเดียว คุยกับเจ้าหน้าที่ของ สสอน. ที่มาสังเกตการณ์ เขาก็ว่ามีเด็กอีกหลายคนที่มีความโดดเด่นแต่ไม่ได้มาสมัคร หรือสมัครมาแล้วต้องถอนตัวเพราะเหตุว่าพ่อแม่ผู้ปกครองกลัวผลการเรียนจะแข่งขันไม่ได้ จึงให้ไปเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมแทนการมาเข้าค่าย ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งเมื่อมีใครพูดถึงเรื่องการเรียนพิเศษช่วงปิดเทอม เพราะเคยเจอกับตัวเองเป็นเด็กนครสวรรค์ที่ไปเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมที่กรุงเทพ ผมไปเจอพวกเขากลุ่มหนึ่งที่กลับมาบ้านในช่วงปิดเทอม เข้าไปสอบถามได้รู้ว่าพวกเขากำลังมาเรียนพิเศษวิชาเคมี แล้วเมื่อเสร็จจากนี่ช่วงบ่ายจะมีเรียนเลข และวิชาอื่นๆอีก ผมถามว่าแล้วต้องเรียนไปถึงกี่โมง เขาว่าไปเสร็จเกือบทุ่ม ผมตกใจเพราะไม่นึกว่าการกลับบ้านช่วงปิดเทอมนั้นหมายถึงการกลับมาเรียนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ นึกถึงตัวเองสมัยนู้นมีเรียนพิเศษบ้างก็จริงแต่ก็ยังมีเวลามากมายให้เล่นสนุก ผมจำได้ว่าช่วงปิดเทอมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ เล่นกับเพื่อนๆ เรียนพิมพ์ดีด เลี้ยงปลาอะไรไปเรื่อย เราได้เรียน 'พิเศษ' ได้ความหมายที่ 'พิเศษ' จริงๆ ก็คือการเรียนรู้ที่มาจากความสนใจ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันแบบในสมัยนี้

 

    วันนี้เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสให้ความสนใจกับกระบวนการทำงานของค่ายมะขามป้อมอย่างจริงจัง มะขามป้อมเป็นคณะละครที่มีจิตวิญญานที่ผูกติดกับวิถีชาวบ้าน หลายครั้งคนในคณะจะถูกตอกย้ำความเป็นตัวตนของพวกเขาก็คือ "ลงมือทำเลย ไม่ต้องคิดมาก" การให้ความสำคัญกับพลังงานของการลงมือทำนั้นเป็นสิ่งที่เด่นชัดอย่างยิ่งของชุมชนนี้ ผมสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มีชีวิตชีวา การจัดกิจกรรมที่เน้นความสนุก เอะอะมะเทิ่ง ได้ยินเสียงหัวเราะ การเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ดูราวกับจะหลั่งไหลออกมาจากน้ำพุแห่งวัยเยาว์อันไม่มีที่สิ้นสุด และแน่นอนว่ากิจกรรมอย่างนี้จะต้องใช้พลังงานมหาศาล ผมเห็นพวกพี่เลี้ยงค่ายแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน เพราะจะต้องทำตัวเย้วๆไปกับน้องๆเพื่อสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวานี้

 

        เกมส์มากมายถูกนำมาใช้ในระหว่างรอยต่อของกิจกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือต่อเชื่อมกิจกรรมต่างๆเข้าหากัน เสียงเพลง "โมชิ อาโนเนะ" ยังดังก้องอยู่ในหัวผม เกมส์นี้จริงๆแล้วเป็นเกมส์เก่าแก่ที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยไปเป็นนักเรียนทุน AFS ที่อเมริกา แต่ได้ถูกดัดแปลงให้ใช้เพลงญี่ปุ่นแทนก็น่ารักไปอีกแบบ บรรดาพี่เลี้ยงค่ายดูจะรู้จักหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี และนำเกมส์ไปตามความถนัดของตน ท่าทีแห่งการเล่นสนุก แต่ลึกๆแล้วแฝงไว้ด้วยความจริงจังในหน้าที่การงาน พวกเขาไม่ได้เพียงแค่กำลัง "เล่น" สนุกอยู่แต่กำลังใช้หยาดเหงื่อแรงกายทุ่มเทลงไปในกิจกรรม ที่พวกเขารู้ว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่าในวันข้างหน้า

 

        เยาวชนผู้เข้าค่ายจะถูกแนะนำให้รู้จักกับ "อาวุธของนักแสดง" ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเบื้องหลังของการทำงานที่ได้มาจากการตกผลึก เป็นเพชรเม็ดงามของรุ่นพี่ๆที่มีประสบการณ์ตรง ในการทำงานบนเส้นทางสายนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของ August Boal ปรมาจารย์ด้านการละครเพื่อสังคมชาวบราซิล บวกเจือด้วยคราบไคลของความเป็น 'บ้านๆ' ของไทยในแนวคิดดังกล่าว "อาวุธของนักแสดง" นั้นบอกอย่างสั้นๆก็คือประกอบไปด้วย ร่างกาย, 5 senses (อายตนะ 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย) , ประสบการณ์, จินตนาการ, ความเชื่อ และสมาธิ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดอารมณ์ในการแสดงที่สมจริง ร่างกายในความหมายนี้คงใช้ในแง่ของการเป็น 'บ้าน' ของอายตนะ ทั้ง 5 ซึ่งถ้าเปรียบในศาสนาพุทธก็คือ รูปกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุ 4 ส่วน 5 senses ก็คืออาตยนะซึ่งจริงๆมี 6 อย่าง คือ ตา ปู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ของมะขามป้อมเอาแค่ 5 อย่างก่อนซึ่งการเข้าไปรับรู้ในอายตนะนี้ทางศาสนาก็เปรียบได้กับ วิญญาน ทั้ง 6 แบบ ส่วนประสบการณ์อาจจะเปรียบได้กับสัญญา ส่วนความเชื่อ รวมทั้งจินตนาการเปรียบได้กับสังขาร หรือจิตที่ไปปรุงแต่ง และท้ายสุดก็ก่อให้เกิดเป็นเวทนา หรืออารมณ์ที่ก่อเกิดขึ้น ถามว่าถ้าหากมาเปรียบเทียบกับคำสอนในศาสนาพุทธแบบนี้ ดูคล้ายกับจะบอกว่าละครเป็นสิ่งที่ไม่น่าเรียน ไม่น่าจะไปรู้ เพราะเหตุว่าไปกระตุ้นเหตุปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเหตุใดเราจึงไม่หลีกหนีกจากสิ่งเหล่านี้ แต่จะนำพาตนเองเข้าไปจมจ่อมกับการเริงระบำกับสิ่งที่เป็นสังโยชน์เหล่านี้ ก็คือขันธ์ 5 กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาน?

 

        สำหรับผมหากจะตอบคำถามนี้ ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีฝูงแกะไปเก็บเอาลูกเสือมาเลี้ยง พอมันเติบใหญ่มันก็นึกว่ามันคือแกะ แต่แท้จริงแล้วเมื่อมันบังเอิญได้สัมผัสถึงรสชาติของเลือด และเนื้อสดโดยบังเอิญมันก็พึ่งรู้ตัวว่ามันเป็นเสือ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณไม่ใช่เสือตัวนั้น? จริงๆทุกคนในโลกก็คือเสือตัวนั้นหรือเปล่า? ที่เราคิดว่าเราคือแกะผู้แสนดี เราไม่ทำชั่ว แต่แท้จริงแล้วเรากำลังปฏิเสธธรรมชาติของเรา และที่สำคัญที่สุดก็คือเราไม่ "รู้เท่าทัน" ธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเรา การเรียนละครก็คือการเปิดโอกาสให้เราได้ลองชิมเนื้อสด และเลือดสดๆ เพื่อที่จะดูว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเราเป็นอย่างไรกันแน่ ละครจะถอดถอนความเชื่อเก่าๆที่สังคมหรือครอบครัวเฝ้าสั่งสอน และพร่ำบอกว่าคุณเป็น ละครจะให้โอกาสกับคุณค้นหาตัวเองให้เจอว่าแท้จริงแล้วคุณเป็นเสือ หรือแกะกันแน่? เพราะคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นเสือ ไม่รู้ว่าศักยภาพที่แท้จริงของเขาถูกเก็บซ่อนอยู่ และสุดท้ายเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ในคราบของลูกแกะ อยู่อย่างหวาดกลัว และ "แหย" และพบว่าตนเองอยู่อย่างไร้ความมั่นใจ ไร้สุข เพราะลึกๆแล้วจิตใต้สำนึกจะคอยบอกเขาด้วยความฝัน คอยเตือนให้เขารู้ว่าจริงๆแล้วเขาคือใคร แต่เรากลับละเลยความฝัน ละเลยเสียงเตือนเล็กๆ สุกท้ายเราก็ไปหาทางออกด้วยสิ่งปลอบประโลมใจอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็น เงิน, วัตถุ, บุหรี่ เหล้า และสิ่งเสพติดต่างๆ

 

    ละครไม่ได้สอนให้คุณกลายมาเป็นคนชั่ว ตรงกันข้าม ละครเปิดโอกาสให้คุณมองเห็นตัวเองอย่างที่คุณเป็น เห็นทั้งด้านงดงาม และด้านอันน่ารังเกียจ ประเด็นสำคัญก็คือละครไม่ได้เปิดโอกาสให้คุณเพียงแค่เห็น แต่ยังให้ทักษะกับคุณในการ "รู้เท่าทัน" ตัวคุณเองอย่างมี "สติ" กระบวนการละครหากเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วจะนำพาตัวคุณเองไปสู่อิสรภาพอันแท้จริง เพราะมีโอกาสอย่างมากที่คุณจะไม่ดำเนินชีวิตไปอย่างหลุดลอยไปตามกระแสสังคม แต่ตรงกันข้ามเราจะมี "สติ" ที่จะเลือกตอบสนองกับเรื่องราวต่างๆ เป็น "นายเหนืออารมณ์" ไม่ใช่ตกเป็นทาสของมันอย่างเช่นทุกวันนี้

edit @ 1 May 2008 11:37:59 by ตัวร้าย